การร่วมทุนกับ KUBOTA แห่งประเทศญี่ปุ่นของเครือซิเมนต์ไทยมีความหมายอย่างมาก เป็นกรณีที่มีความสำคัญควบคู่ไปกับการเข้ากอบกู้กิจการสยามคราฟท์ก็ว่าได้
สถานการณ์การค้าข้าวเพื่อการส่งออกของประเทศไทยในช่วงนั้นเติบโตอย่างมาก การขยายพื้นที่เพาะปลูกและการเพิ่มกำลังการผลิตดำเนินไปอย่างกว้างขวาง มีการนำเข้าปุ๋ยเคมีใช้การปลูกข้าว ขณะเดียวกันก็มีการนำเข้าเครื่องยนต์การเกษตรมาใช้ด้วย สถานการณ์เหล่านี้เป็นพื้นฐานของการมองโอกาสทางธุรกิจที่กว้างขึ้น
ขณะเดียวกันก็สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาธุรกิจเหล็กหล่อของเครือซิเมนต์ไทยที่กำลังปรับจากการผลิตตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย มาเป็นการผลิตเชิงอุตสาหกรรม หรือการผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรหรือยานยนต์ที่กำลังเติบโต ที่สำคัญนายสมหมาย ฮุนตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ในขณะนั้นเป็นที่รู้กันว่ามีความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นดีมาก
แนวคิดการลงทุนโครงการนี้ มีมาตั้งแต่ในช่วงก่อนนายสมหมาย ฮุนตระกูล ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด อยู่หลายเดือน (ในช่วงนั้นดำรงตำแหน่งกรรมการและกรรมการบริหาร) และใช้เวลาในการเจรจาและศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอยู่นานนับปี (นับได้ว่าเป็นการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการครั้งแรกของเครือซิเมนต์ไทยด้วย) กว่าจะลงนามสัญญาร่วมทุนได้ ทั้งนี้คือการเจรจาร่วมทุนครั้งแรกกับกิจการต่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นการร่วมทุนกับธุรกิจญี่ปุ่นที่มีลักษณะพิเศษ กล่าวคือ ฝ่ายบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ถือหุ้น 41% ในขณะที่คูโบต้าและพันธมิตร (บริษัทมารูเบนิและมินเซนแมชีนเนรี) ถือหุ้น 49% โดยมีบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยถือหุ้น 10% แต่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ก็มีส่วนในการบริหารอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการบริหารทั่วไป การตลาด การเงิน ยกเว้นเรื่องเทคนิคและโรงงานที่มีทีมงานจากคูโบต้ามา กรณีเช่นนี้ถือเป็นโมเดลเฉพาะของเครือซิเมนต์ไทบกับญี่ปุ่นต่อเนื่องมา ค่อนข้างจะแตกต่างจากการลงทุนในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ของธุรกิจญี่ปุ่นในช่วงนั้นที่ญี่ปุ่นถือหุ้น 49% ตามกฏหมายแต่บริหารกิจการอย่างเต็มที่
โมเดลการร่วมทุนกรณีคูโบต้า ถือเป็นต้นแบบของการร่วมมือของเครือซิเมนต์ไทยกับธุรกิจญี่ปุ่นที่ใช้มาอีกนับสิบโครงการในช่วง 20 กว่าปีจากนั้นมา และถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์กับธุรกิจญี่ปุ่นซึ่งถือเป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและกว้างขวาง เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การขยายตัวอย่างมากมายในช่วงสองทศวรรษจากนั้นมา
อีกประการหนึ่ง การเกิดขึ้นของบริษัทสยามคูโบต้าเป็นการสร้างโอกาสและความเชื่อมั่นในธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ของเครือซิเมนต์ไทย สร้างโมเมนตัมในการขยายธุรกิจนี้อย่างกว้างขวางในระยะต่อมา แม้สุดท้ายจะได้ข้อสรุปว่าเป็นธุรกิจที่ไม่ใช่อนาคตของเครือซิเมนต์ไทย แต่ในช่วงของการเจริญเติบโตช่วงนั้นก็สร้างผลตอบแทนอย่างมากมาย
ในแง่การบริหาร บทเรียนการบริหารบริษัทสยามคูโบต้า นับเป็นการแสวงหาบทเรียนการบริหารโรงงานที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้เครื่องมือสร้างประสิทธิภาพในการทำงานของประเทศญี่ปุ่น ประสมประสานกับวัฒนธรรมคนไทยได้อย่างกลมกลืน ซึ่งในเวลาต่อมาความคิดเชิงคุณภาพเหล่านี้ได้ฝังอยู่ในการบริหารระบบโรงงานของเครือซิเมนต์ไทยอย่างมากทีเดียว
