พ.ศ.2526 ธุรกิจเคมีภัณฑ์

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 เครือซิเมนต์ไทยเริ่มขยายการลงทุนใหม่เข้าสู่ธุรกิจปิโตรเคมี ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญสู่อนาคตที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบสามทศวรรษ โดยมีเครือซิเมนต์ไทยเป็นผู้นำอุตสาหกรรมมูลค่ามหาศาลนี้

ทศวรรษแรกสู่ธุรกิจปิโตรเคมี (ระหว่างปี พ.ศ.2526 - 2535)

เมื่อบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด เริ่มคิดจะขยายเข้าสู่ธุรกิจปิโตรเคมีอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ.2526 โดยก่อตั้งบริษัทไทยlโพลิเอททีลีน จำกัด (Siam Polyethylene Co.,Ltd. ต่อมาเปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษเป็น Thai Polyethylene Co.,Ltd.) ด้วยทุนจดทะเบียนแรกเริ่ม 50 ล้านบาท ในยุคนายจรัส ชูโต เป็นผู้จัดการใหญ่ โดยขณะนั้นมี นายจรัส ชูโต นายชุมพล ณ ลำเลียง และนายอมเรศ ศิลาอ่อน เป็นกรรมการบริษัทใหม่แห่งนี้ด้วย และได้มอบหมายให้นายอภิพร ภาษวัธน์ เดินทางไปทั่วโลกเพื่อศึกษาข้อมูลอุตสาหกรรมนี้ทั้งด้านเทคโนโลยีและการผลิตผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ และต่อมานายอภิพรฯ ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทคนแรก

การเกิดขึ้นของธุรกิจปิโตรเคมีของเครือซิเมนต์ไทยสอดรับกับแผนแม่บทโครงการปิโตรเคมีของรัฐ ซึ่งก่อตั้งบริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด (National Petrochemical Corporation Ltd.หรือ NPC) เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2526 โดยมีเป้าหมายสร้าง Petrochemical Complex ขั้นต้นของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย เพื่อผลิต Feed Stock ที่ใช้ในการผลิต HDPE และ Downstream อื่น ๆ โดยนำก๊าซธรรมชาติที่เพิ่งถูกขุดขึ้นจากอ่าวไทยมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในยุครัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์

โครงการปิโตรเคมีแห่งชาตินี้มี ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในขณะนั้น เป็นประธานคณะอนุกรรมการอุตสาหกรรมปิโตรเคมีผลักดันอย่างแข็งขัน โดยคณะอนุกรรมการฯ ได้คัดเลือกผู้ร่วมทุนฝ่ายเอกชนที่บุกเบิกทางการค้าและการผลิตในอุตสาหกรรมนี้ขึ้นมา 4 ราย ได้แก่ บริษัทไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด ของตระกูลเอื้อชูเกียรติ กลุ่มศรีกรุงวัฒนาในฐานะผู้นำเข้าเม็ดพลาสติกโดยมีธนาคารกรุงเทพสนับสนุน กลุ่มทีพีไอ และบริษัทไทยโพลิเอททีลีน จำกัด ในเครือซิเมนต์ไทยเข้าร่วมโครงการปิโตรเคมีแห่งชาติ ตามข้อผูกพันที่ร่วมถือหุ้นเบื้องต้น 13.8572% โดยนายอมเรศ ศิลาอ่อน ในฐานะกรรมการบริษัทไทยโพลิเอททีลีน จำกัด เป็นผู้ลงนามและเข้าร่วมเป็นกรรมการบริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติขณะนั้น

บริษัทไทยโพลิเอททีลีน จำกัด เป็นผู้ผลิตเม็ดพลาสติกโพลิเอททีลีนและเม็ดพลาสติกโพลิโพรไพลีนครบทุกประเภทเป็นรายแรกของประเทศไทย ต่อมาได้เข้าถือหุ้นในบริษัทไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด(TPC) ของตระกูลเอื้อชูเกียรติซึ่งเป็นผู้ผลิต PVC รายใหญ่ที่สุดขณะนั้น

ในปี พ.ศ.2531 คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกได้กำหนดแผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นที่ 2 (NPC2) โดยได้เริ่มศึกษาโครงการผลิต aromatics และมีเป้าหมายให้โครงการแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2537 ปรากฏว่าโครงการที่เครือซิเมนต์ไทยให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก คือโครงการผลิตสไตรีนโมโนเมอร์เเละโพลิโพรไพลีน ซึ่งเป็นโครงการที่ช่วยสนับสนุนและเสริมกิจการที่เครือซิเมนต์ไทยประกอบอยู่แล้ว ส่วนโครงการอื่น ๆ เครือซิเมนต์ไทยจะพิจารณาลงทุนเฉพาะในกรณีที่มีผู้สนใจลงทุนชักชวนให้เข้าร่วมทุน

ดังนั้นเครือซิเมนต์ไทยจึงทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการผลิตเม็ดพลาสติกโพลิโพรไพลีน ซึ่งเป็นวัตถุดิบขั้นต้นสำหรับผลิตโพลิโอเลฟินส์ เพื่อใช้ผลิตเม็ดพลาสติกและอื่น ๆ  โดยในปี พ.ศ.2532 บริษัทไทยโพลิโพรไพลีน จำกัด ซึ่งได้ดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 1 ล้านบาทเป็น 36 ล้านบาท (ทุนจดทะเบียนตามคำขอส่งเสริมการลงทุน 360 ล้านบาท)

ต่อมาในปี พ.ศ.2534 บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ร่วมกับ Dow Chemical (Thailand) ตั้งบริษัทสยามสไตรีนโมโนเมอร์ จำกัด โดย Dow Chemical USA ถือหุ้น 46% บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด 44% และบริษัทแปซิฟิคพลาสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด 10% เพื่อผลิตสไตรีนโมโนเมอร์ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตโพลิสไตรีน โครงการนี้ใช้เงินลงทุนในทรัพย์สินถาวร 2,532 ล้านบาท กำลังผลิตปีละ 150,000 ตัน

ตลอดทศวรรษแรก เป็นช่วงเวลาสิบปีที่เครือซิเมนต์ไทยได้บุกเบิกพื้นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอย่างก้าวหน้า โดยมีพันธมิตรและเทคโนโลยีธุรกิจอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระดับโลก โดยในปี พ.ศ.2530 ร่วมลงทุนกับยักษ์ใหญ่ธุรกิจระดับโลก เช่น บริษัท Dow Chemical ประเทศสหรัฐอเมริกา

เจ้าของบริษัทแปซิฟิคพลาสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตโพลิสไตรีน Polystyrene Resin รายใหญ่ในประเทศ

ต่อมาได้ร่วมเซ็นสัญญากับบริษัท Mitsui Chemicals แห่งประเทศญี่ปุ่น จากจุดเริ่มต้นที่เลือกเทคโนโลยีการผลิต HDPE จากบริษัท Mitsui Petrochemical Industries ขณะที่โครงการ LLDPE ได้เลือกเทคโนโลยีขั้นต้น 2 ราย คือ Union Carbide และ BP Chemicals

ทศวรรษที่สองกับโรงงานโอเลฟินส์ (ระหว่างปี พ.ศ.2536 -2544)

ธุรกิจปิโตรเคมีของเครือซิเมนต์ไทยขยายการเติบโตอย่างมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ในยุคของนายชุมพล ณ ลำเลียง เป็นผู้จัดการใหญ่ ซึ่งมี ภูมิหลังครอบครัวรุ่นบิดาเป็นผู้นำเข้าเม็ดพลาสติกมาก่อน วิสัยทัศน์การลงทุนขยายงานปิโตรเคมีอุตสาหกรรมทั้งในรูป Vertical และ Horizontal Integration นำไปสู่การลงทุนใหม่ ๆ ในปี พ.ศ.2533 บริษัทไทยโพลิเอททีลีน จำกัด ได้เริ่มผลิตและจำหน่าย HDPE (High Density Polyethylene) ตั้งแต่ต้นปี และได้เริ่มผลิต LLDPE (Linear Low Density Polyethylene) เมื่อตอนปลายปี ซึ่งปรากฏผลประกอบการที่ดีมาก

ในปี พ.ศ.2542 บริษัทไทยโอเลฟินส์ จำกัด ผู้ผลิตเอททีลีน โพรไพลีนและ Mixed C4 ในโครงการ NPC-2 ซึ่งมี ปตท. บริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด และบริษัทต่อเนื่องอีก 6 บริษัท ซึ่งมีบริษัทสยามสไตรีนโมโนเมอร์ จำกัด และบริษัทไทยโพลิโพรไพลีน จำกัด เข้าร่วมถือหุ้นตามอัตราส่วนการซื้อวัตถุดิบจากบริษัทไทยโอเลฟินส์ จำกัด คิดเป็น 3.82 และ 6.86% ของทุนจดทะเบียนตามลำดับ

ต่อมาจึงได้เริ่มการเข้าสู่ธุรกิจปิโตรเคมีขั้นต้น ด้วยการก่อตั้งโรงงานโอเลฟินส์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2542 ทำให้กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เครือซิเมนต์ไทยกลายเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีครบวงจรรายใหญ่รายหนึ่งของประเทศ และกลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ด้วยการดำเนินธุรกิจผ่านทีมผู้บริหารและพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจปิโตรเคมี

ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ในเครือซิเมนต์ไทยมีทั้งหมด 35 บริษัท แต่มีเพียง 10 บริษัทที่เครือซิเมนต์ไทยมีสัดส่วนถือหุ้น 100% ส่วน 25 บริษัทที่เหลือเป็นการร่วมทุนจากผู้นำในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั้งภายในและในต่างประเทศ เช่น บริษัท Mitsui Chemicals บริษัท Mitsubishi Rayon แห่งประเทศญี่ปุ่น บริษัท Dow Chemical แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ทำให้ปัจจุบันธุรกิจปิโตรเคมีของเครือซิเมนต์ไทยผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ทั้งบริหารแต่เพียงผู้เดียวและร่วมลงทุนกับบริษัทชั้นนำ

จากการดำเนินงานที่มีการควบคุมคุณภาพของสินค้าอย่างสม่ำเสมอ ทำให้สินค้าของธุรกิจเคมีภัณฑ์เป็นที่ต้องการของตลาด ในปี พ.ศ.2547 เครือซิเมนต์ไทยมียอดขายโดยรวม 204,372.29 ล้านบาท มากกว่าครึ่งเป็นรายได้ที่มาจากกลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งส่งออกยังต่างประเทศมากกว่า 50% ของ ยอดขายรวม ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้การบริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและฉับไว ธุรกิจเคมีภัณฑ์ จึงได้จัดตั้งสาขาในต่างประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ พม่า เวียดนาม และออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังได้เครือข่ายของบริษัทร่วมทุนต่าง ๆ ในการกระจายสินค้าไปยังลูกค้าอีกทางหนึ่งด้วย ธุรกิจเคมีภัณฑ์ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9002 และ ISO 14000 จากสถาบันที่เป็นที่ยอมรับของประเทศไทย และได้รับรางวัลประเภทอื่น ๆ อีกหลายประเภท อาทิเช่น รางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น รางวัลดีเด่นด้านความปลอดภัยในการทำงาน รางวัลดีเด่นในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมและบริการทางสังคม ซึ่งธุรกิจเคมีภัณฑ์มีนโยบายที่จะให้ทุกบริษัทในเครือฯ ขอรับการรับรองระบบคุณภาพและระบบการจัดการต่าง ๆ