TileCera ถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ.2533 เป็นกิจการร่วมทุนระหว่างบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด เเละบริษัท Stilgress ผู้ผลิตกระเบื้องเซรามิกสัญชาติอิตาเลียน ด้วยสัดส่วนบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ถือหุ้น 80% เเละ Stilgress ถือหุ้น 20% เข้าไปลงทุนธุรกิจกระเบื้องเซรามิกในประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งเรื่องการผลิตเเละจัดจำหน่าย เนื่องจากเล็งเห็นว่าประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดขนาดใหญ่อันดับ 5 ของโลกซึ่งถือว่ามีศักยภาพสูง
ปี พ.ศ.2533 นายอวิรุทธ์ วงศ์พุทธพิทักษ์ ถูกส่งตัวไปเริ่มต้นกิจการนี้ นับเป็นผู้บริหารของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด คนเเรกที่ได้รับมอบหมายให้ไปดูเเลกิจการในต่างประเทศ เริ่มตั้งเเต่การก่อสร้างโรงงานซึ่งกินเวลานานถึง 2 ปี ระหว่างนั้นได้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากเดิมที่จะผลิตสินค้าในลักษณะที่เป็น Mass เเต่เนื่องจากตลาดสินค้าประเภทนี้เป็นตลาดสินค้านำเข้าราคาถูก จึงมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไปผลิตสินค้าที่มีความเป็น Niche มากขึ้น ซึ่งทำให้ต้องเผชิญอุปสรรคในเรื่องของความพร้อมของกำลังคนเเละเทคโนโลยี
ได้มีความพยายามหา Partner เพื่อเข้ามาช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีเเละการพัฒนาบุคลากร ซึ่งก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากบริษัทอิตาเลียนส่วนมาก ถือว่าการลงทุนผลิตกระเบื้องในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็น Conflict of Interest กับตลาดกระเบื้องนำเข้า เเต่ในที่สุดก็ได้กลุ่มบริษัท Finfloor ประเทศอิตาลีเข้ามาร่วมทุน โดยขายหุ้น TileCera ให้ 15% โดยการร่วมทุนนี้ TileCera จะได้รับความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีการผลิตเเละการพัฒนาบุคลากรในช่วง Start up เเละต่อเนื่องตลอดไป เเละได้รับสิทธิ์การเป็นตัวเเทนจำหน่ายสินค้าของกลุ่ม Finfloor เเต่ผู้เดียว
TileCera มีปัญหาเรื่องการผลิตมาโดยตลอด จนถึงยุคนายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ขึ้นเป็น President บริษัทในปี พ.ศ.2541 หลังจากที่วิกฤตทางการเงินในปี พ.ศ.2540 ได้เกิดขึ้น สถาบันการเงินที่ปล่อยเงินกู้ได้ตัดสินใจถอนการลงทุนจากเอเชียทั้งหมด ทำให้ TileCera ต้องประสบปัญหาอย่างหนักเพราะไม่มีเงินมาดำเนินกิจการ ซึ่งขณะนั้นบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด เองก็มีทรัพยากรทั้งเรื่องเงินเเละคนอยู่อย่างจำกัด เมื่อถึงคราววิกฤตก็จำเป็นต้องดึงทรัพยากรที่มีอยู่กลับ เพื่อเน้นการแก้ปัญหา เนื่องจากเห็นว่าเครือซิเมนต์ไทยคงจะสนับสนุนต่อไปไม่ได้ในระยะยาว จึงตัดสินใจขายกิจการ
ตอนนั้นการดำเนินกิจการประสบปัญหาขาดทุน การหาคนมาซื้อกิจการจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาปีกว่า ๆ ในการลดการขาดทุนเเละสามารถลดปริมาณหนี้ลงไปได้ สุดท้ายก็ได้ขายกิจการให้กับบริษัท Florim (สหรัฐอเมริกา) บริษัทในเครือ Florim Italy ซึ่งเป็นผู้ผลิตกระเบื้องเซรามิกชั้นนำในอิตาลี กระบวนการขายเป็นอันเสร็จสิ้นในปี พ.ศ.2543
บทเรียนสำคัญที่สรุปได้คือเรื่องเเนวการบริหารงานกิจการต่างประเทศ ซึ่งภายหลังได้มีการปรับเปลี่ยนโมเดลการบริหารให้มีการ Integrate การดำเนินงานที่ต่างประเทศเเละที่ไทยให้มากขึ้น เพื่อให้ขั้นตอนการพัฒนาเป็นไปรวดเร็วขึ้น
