พ.ศ.2536 ยุคนายชุมพล ณ ลำเลียง

ผู้จัดการใหญ่คนที่ 9 ซึ่งถือว่ามีประสบการณ์ระดับบริหารมายาวนานที่สุดในบรรดาผู้จัดการใหญ่คนไทยของเครือซิเมนต์ไทย โดยมีประสบการณที่มีความต่อเนื่องมา ตั้งแต่ยุคการปรับโครงสร้าง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 จนถึงยุคเฟื่องฟู   และช่วงสุดท้ายเข้าสู่ยุคของการแก้ปัญหาครั้งใหญ่

ยุคนายชุมพล ณ ลำเลียง เริ่มต้นด้วยความพยายามปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจหลายประการ เพื่อการสร้างความมั่นคงทางธุรกิจ หลังจากยุคการขยายตัวครั้งใหญ่ต่อเนื่องนับสิบปี

ปรับโครงสร้างการบริหารงาน

แม้ว่าการปรับโครงสร้างเป็นกลุ่มธุรกิจจะมีมาตั้งแต่ยุคนายจรัส ชูโต แต่ครั้งนี้ให้ความสำคัญลักษณะกลุ่มธุรกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องกันมากขึ้น ตามแนวคิด Business Unit ให้มีความชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น

“คณะกรรมการบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด มีมติเเต่งตั้งนายชุมพล ณ ลำเลียง เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่สืบเเทนนายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ซึ่งครบวาระการปฏิบัติงานในปลายปี พ.ศ.2535 พร้อมกับได้เปลี่ยนเเปลงโครงสร้างการบริหารงานของเครือซิเมนต์ไทย โดยเเบ่งกิจการออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มซีเมนต์ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มเครื่องจักรกลเเละไฟฟ้า และกลุ่มกระดาษเเละปิโตรเคมี มีผลตั้งเเต่วันที่ 1 มกราคม 2536” (รายงานประจำปี พ.ศ.2535)

แนวทางนี้มาพร้อมกับการให้แต่กลุ่มธุรกิจดำเนินนโยบายอิสระมากขึ้น ขณะเดียวกันก็พยายามแยกกิจการ ตั้งบริษัทเพื่อสร้างความชัดเจนของธุรกิจมากขึ้น เป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นความพยายามในการกระจายอำนาจและส่งเสริมผู้บริหารใหม่อย่างจริงจัง

“จัดตั้งบริษัทใหม่”

เครือซิเมนต์ไทยได้จัดตั้งบริษัทเพิ่มขึ้น 4 บริษัท คือ บริษัทสยามอุตสาหกรรมวัสดุทนไฟ จำกัด บริษัทผลิตภัณฑ์ท่อสยาม จำกัด บริษัทสยามไฟเบอร์กลาส จำกัด และบริษัทสยามซิเมนต์เมียนมาร์ จำกัด (รายงานประจำปี พ.ศ.2536)

การบริหารคุณภาพ

นโยบายใหม่ที่ถูกยกขึ้นให้ความสำคัญก็คือการบริหารคุณภาพงานอย่างจริงจัง โดยยึดตามมาตรฐานโลก

“นโยบาย TQC”

คณะจัดการเครือซิเมนต์ไทยมีมติให้นำระบบการบริหารคุณภาพงานทั่วทั้งองค์กร (Total Quality Commitment) มาเป็นนโยบายหนึ่งในการบริหารธุรกิจของเครือซิเมนต์ไทย (รายงานประจำปี พ.ศ.2536)

“การรับรองระบบคุณภาพมาตรฐานสากลมากที่สุดในประเทศ”

ด้วยการยกระดับและพัฒนามาตรฐานการผลิตและการดำเนินการในทุกๆ ด้านอย่างต่อเนื่อง ทำให้เครือซิเมนต์ไทยเป็นกลุ่มธุรกิจที่ได้รับการรับรองคุณภาพ มอก. - ISO 9002 มากที่สุดในประเทศ ในปี พ.ศ.2538 คือมีจำนวนถึง 17 โรงงาน (รายงานประจำปี พ.ศ.2538)

การลงทุนต่างประเทศ

แผนการลงทุนในต่างประเทศตามแนวคิดองค์การระดับภูมิภาค เริ่มมีความจริงจังในยุคนี้

“ขยายฐานธุรกิจ”

เครือซิเมนต์ไทยมีนโยบายขยายฐานการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นในอุตสาหกรรม 5 ชนิด คือ ปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ใยธรรมชาติ กระเบื้องเซรามิก เยื่อกระดาษ และบรรจุภัณฑ์ โดยในเบื้องต้นมุ่งไปที่กลุ่มประเทศอินโดจีน ประเทศจีนตอนใต้ พม่า อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซื้อหุ้นร้อยละ 39 ของ Mariwasa Manufacturing, Inc. ผู้ผลิตกระเบื้องเซรามิกรายใหญ่ที่สุดในประเทศฟิลิปปินส์ (รายงานประจำปี พ.ศ.2536)

ความชัดเจนของแนวคิดจริงจังมากขึ้น ๆ พิจารณาจากคำแถลงของประธานกรรมการในปี พ.ศ.2539 ก่อนที่วิกฤตการณ์จะเริ่มต้นขึ้น

“นโยบายการลงทุนต่างประเทศ”

ไม่เพียงแต่มุ่งพัฒนาธุรกิจภายในประเทศเท่านั้น เครือซิเมนต์ไทยยังมุ่งมั่นที่จะขยายขอบข่ายทางธุรกิจไปสู่ระดับสากล โดยดำเนินโครงการลงทุนในธุรกิจที่เครือฯ มีความชำนาญ ทั้งในประเทศกลุ่มอาเซียนและอินโดจีน เพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำทางด้านอุตสาหกรรมแห่งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก

เป็นที่ทราบกันดีว่าในปี พ.ศ.2539 สภาวะเศรษฐกิจและราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีความผันผวน แต่เครือซิเมนต์ไทยเชื่อมั่นว่าด้วยความเป็นกลุ่มบริษัทที่มั่นคงมีประวัติความเป็นมาที่เจริญรุ่งเรืองยาวนานมีผู้บริหารที่มีความสามารถและมีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการดำเนินธุรกิจ มีพนักงานมืออาชีพ รวมทั้งการเลือกสรรเทคโนโลยีที่เหมาะสมและทันสมัยมาใช้ในการประกอบกิจการได้ช่วยผลักดันให้เครือซิเมนต์ไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและมุ่งสู่ความเป็นผู้นำในทุกธุรกิจที่เครือซิเมนต์ไทยดำเนินอยู่ในภูมิภาคนี้ โดยเครือซิเมนต์ไทยได้แสวงหาลู่ทางการเจริญเติบโตในธุรกิจที่เครือซิเมนต์ไทยถนัดในหลายประเทศและได้ขยายการลงทุนในภูมิภาคอินโดจีนรวมทั้งกลุ่มประเทศ   อาเซียน ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการสินค้าของเครือซิเมนต์ไทยสูงและมีแหล่งวัตถุดิบพร้อม ซึ่งคาดการณ์ว่าเครือซิเมนต์ไทยจะได้รับผลตอบแทนการลงทุนที่ดีจากตลาดดังกล่าวในอนาคตอันใกล้

การขยายการลงทุนสู่ต่างประเทศนี้ เครือซิเมนต์ไทยจำเป็นต้องมีพนักงานชาวต่างชาติมาร่วมงานเพื่ออำนวยประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกันเครือซิเมนต์ไทยก็ไม่ลืมที่จะส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรภายในประเทศให้มีศักยภาพเพิ่มพูนขึ้นอยู่เสมอเพื่อที่จะสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเอง