พ.ศ.2540 เผชิญวิกฤตการณ์การเงิน

เมื่อเผชิญวิกฤตการณ์เครือซิเมนต์ไทยได้ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน อย่างตรงไปตรงมาและทันท่วงที พร้อมทั้งดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ด้วยการปรับแผนงานอย่างไม่รอช้า

“การดำเนินงานของเครือซิเมนต์ไทย ช่วงครึ่งปีแรกยังคงมีผลเป็นที่น่าพอใจ   แม้ว่าสภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจโดยรวมเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ความรุนแรงเริ่มเข้าขั้นวิกฤตในครึ่งปีหลัง โดยเริ่มจากการปรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นแบบลอยตัว ทำให้ความต้องการสินค้าเครือซิเมนต์ไทยในประเทศลดลงมาก รวมทั้งหนี้ต่างประเทศของเครือซิเมนต์ไทยประมาณกว่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐเพิ่มสูงขึ้นมากทันที เครือซิเมนต์ไทยต้องบันทึกบัญชีรับรู้ผลการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมดด้วย ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและการเงินที่ผันผวน เครือซิเมนต์ไทยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานและวิธีการดำเนินธุรกิจใหม่ โดยเน้นประเด็นสำคัญดังนี้

• ยกเลิกหรือชะลอโครงการที่ได้วางแผนไว้เดิมทั้งในประเทศและต่างประเทศ

• ปรับราคาสินค้าตามสภาวะต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้น

• เร่งดำเนินงานด้านส่งออกของทุกสินค้า โดยหาตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยตลาดภายในประเทศที่ลดลงและเพื่อให้โรงงานสามารถเดินเครื่องจักรได้เต็มที่

• ปรับปรุงงานให้มีประสิทธิภาพเพื่อลดของเสีย ลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนการผลิต ตลอดจนความสิ้นเปลืองต่าง ๆ โดยเน้นสร้างพฤติกรรมประหยัดในการดำเนินงานทุกขั้นตอน

• บริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการลดสินค้าและวัสดุคงคลัง ปรับลดระยะและวงเงินการให้สินเชื่อแก่ลูกค้า”

(คำแถลงของประธานกรรมการในรายงานประจำปี พ.ศ.2540)

รายการหนี้สินของเครือซิเมนต์ไทย

เมื่อปลายเดือนกันยายนปี พ.ศ.2541 เครือซิเมนต์ไทยมีหนี้สินรวมทั้งสิ้น 206,000 ล้านบาทหรือ 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หนี้สินของเครือซิเมนต์ไทยอาจจัดแบ่งได้เป็นสามประเภท คือ เงินกู้สำหรับโครงการเงินกู้ระยะยาวสำหรับบริษัทและเงินกู้ธนาคารระยะสั้น เงินกู้สำหรับโครงการมีระยะเวลาการใช้คืน 7 ถึง 10 ปีและมักเป็นเงินกู้สำหรับธุรกิจนั้น ๆ โดยตรง เงินกู้ระยะยาวสำหรับบริษัทส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ของบริษัทแม่โดยมีระยะปลอดหนี้สองปีประมาณ 48,600 ล้านบาท หรือ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงินกู้ระยะสั้นที่มีกำหนดใช้คืนในหนึ่งปีหรือน้อยกว่า หนี้สินที่ไม่ผูกพันกับโครงการ     ทั้งหมดเป็นหนี้สินที่ไม่มีการค้ำประกัน

แม้ว่าสภาพแวดล้อมจะมีความไม่แน่นอน แต่หนี้สินเงินกู้ก็ยังมีเสถียรภาพ เงินกู้ที่ถูกเรียกคืนมีเพียง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  หรือประมาณ 2% ของหนี้สินทั้งหมดเท่านั้น เครือซิเมนต์ไทยเห็นว่าเสถียรภาพนี้เป็นผลมาจากประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ด่างพร้อยของบริษัท กระแสเงินสดรับที่มั่นคง การปรึกษาหารืออย่างสม่ำเสมอกับธนาคารผู้ให้กู้และความยึดมั่นในพันธะของการชำระดอกเบี้ยและส่วนของเงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระอย่างไม่บิดพลิ้ว

หนี้สินของเครือซิเมนต์ไทยยังกระจายอยู่กับผู้ให้กู้หลายราย โดยสินเชื่อมากกว่า 1,300 รายการมาจากผู้ให้กู้กว่า 100 ราย เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดเป็นเจ้าของ 8.3% ของหนี้สินที่มีอยู่ และเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด 10 รายรวมกันแล้วคิดเป็น 52% ของหนี้สินทั้งหมดของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ณ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2541 (จากรายงานประจำปี พ.ศ.2541)