พระคลังข้างที่ (Privy Purse Bureau) มีจุดกำเนิดในสมัยรัชกาลที่ 2 หรือ ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 24 ตั้งขึ้นเพื่อจัดการ ดูแลทรัพย์สินของพระราชวงศ์ ต่อมาได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนหนึ่งเป็นทุนเพื่อสนับสนุนการศึกษาในต่างประเทศของพระราชวงศ์และครอบครัวข้าราชบริพาร
ในระยะแรกเริ่มของการก่อตั้ง ในสมัยรัชกาลที่ 4 หรือก่อนปี พ.ศ.2393 พระคลังข้างที่มีรายได้จากการจัดเก็บเงินจำนวนร้อยละ 5 ของรายได้ประเทศ และเงินรายได้พิเศษจากภาษีที่ดิน หรือค่านา
พระคลังข้างที่ได้รับการจัดตั้งเป็นองค์กรอิสระ อย่างเป็นทางการ ในปี พ.ศ. 2433 โดยอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่เป็นองค์กรบริหารจัดการทางด้านการเงินและการลงทุนให้แก่ราชสำนัก ก่อนที่จะเปลี่ยนมาอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐมนตรีกระทรวงมุรธาธร รัฐมนตรีวังหลวง และท้ายที่สุด ภายใต้การดูแลของพระมหากษัตริย์โดยตรง ในปี พ.ศ.2442
ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการแบ่ง “พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์” แยกออกจากส่วน “เงินแผ่นดิน” อย่างชัดเจน โดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์อยู่ในความดูแลของกรมพระคลังข้างที่ ส่วนเงินแผ่นดินอยู่ในความดูแลของกรมพระคลังมหาสมบัติ
บทบาทของพระคลังข้างที่ ได้ขยายการลงทุนไปในธุรกิจต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้ โดยในทศวรรษปี พ.ศ. 2430 พระคลังข้างที่เป็นผู้ลงทุนหลักในการพัฒนาที่ดิน รวมทั้งบริษัทที่ดินซึ่งขุดคลองและพัฒนาที่ดินแถบรังสิต และยังได้ลงทุนในธุรกิจโรงสีข้าวและค้าข้าว โดยได้ลงทุนและให้พ่อค้าชาวยุโรปและชาวจีนเป็นผู้บริหาร ต่อมาเกิดเศรษฐกิจแปรปรวน พระคลังข้างที่จึงได้เข้าบริหารจัดการกิจการของโรงสีข้าวทั้งหมดแล้วนำไปปล่อยเช่าให้กับพ่อค้ารายอื่นต่อไป ในช่วงปี พ.ศ.2440 พระคลังข้างที่จึงเป็นเจ้าของโรงสีข้าวที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง
ธุรกิจสร้างทางรถไฟและการดำเนินงานรถราง เป็นธุรกิจหลักที่พระคลังข้างที่เข้าไปลงทุน จนกระทั่งในปี พ.ศ.2449 การลงทุนเริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น เมื่อพระคลังข้างที่ได้เข้าไปลงทุนในธนาคารสยามกัมมาจล ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ไทยแห่งแรกของประเทศ (ธนาคารไทยพาณิชย์ในปัจจุบัน) ตามด้วยการลงทุนใน Siam Steam Navigation Co., Ltd. (ธุรกิจขนส่ง, พ.ศ.2451) บริษัทสุพรรณพาณิชย์ จำกัด (ธุรกิจขนส่งทางแม่น้ำ, พ.ศ. 2452) บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (ธุรกิจผลิตปูนซีเมนต์, พ.ศ.2456) ด้วยเงินลงทุน 500,000 บาท หรือร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด Siam Import Co., Ltd. (ธุรกิจการค้า, พ.ศ.2459) Siamese Steamship Co.,Ltd. (ธุรกิจเดินเรือ, พ.ศ.2461) และใน Siam Coal Mine Co., Ltd. (ธุรกิจเหมืองถ่านหิน พ.ศ.2463) เป็นต้น
นอกจากนี้ พระคลังข้างที่ยังมีบทบาทสำคัญในเรื่องการให้ยืมและใช้จ่ายแทนงบประมาณแผ่นดิน เช่น ให้กรมโยธาธิการยืมเป็นจำนวน 53,600 บาท ในปี พ.ศ. 2454 เพื่อสร้างถนน 3 สาย และอุดหนุนสุขาภิบาลเมืองเพชรบุรี รวมทั้งให้เป็นงบจ่ายเงินเดือนและค่าใช้สอยสำหรับโรงเรียนรัฐบาลที่ตั้งขึ้นเป็นตัวอย่างเมืองละโรงเรียน รวมถึงการใช้จ่ายเงินในเรื่องที่การใช้งบประมาณแผ่นดินไม่สามารถดำเนินการได้อย่างสะดวกนัก เช่น การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ
ส่วนอีกหนึ่งบทบาทคือการใช้เงินเพื่อช่วยสร้างธุรกิจการลงทุนของคนไทยและการขยายกิจการ ทั้งที่พระคลังข้างที่เข้าไปซื้อหุ้นของกิจการโดยตรง หรือให้ข้าราชการกู้ยืมเพื่อลงทุนในกิจการที่มีความสำคัญ ซึ่งนอกจากผลตอบแทนที่เป็นรูปทรัพย์สินแล้ว ยังมีผลตอบแทนอื่นๆ โดยเฉพาะผลประโยชน์ในด้าน การริเริ่มกิจการที่เป็นของคนไทย ดังเช่นแบงก์สยามกัมมาจล และบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด
ปี พ.ศ.2480 ได้มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช 2479 เพื่อแบ่งแยกทรัพย์สินส่วนพระองค์ และทรัพย์สินส่วนสาธารณะของแผ่นดินออกจากกัน โดยจัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และโอนข้าราชการบางส่วนจากสำนักงานพระคลังข้างที่ ทำหน้าที่ดูแลทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
(รวบรวมและเรียบเรียงจาก
1.Capital Accumulation in Thailand 1855-1985, Suehiro Akira
2.เศรษฐกิจ การเมืองไทย สมัยกรุงเทพฯ, ผาสุก พงษ์ไพจิตร , คริส เบเคอร์ 2539 สำนักพิมพ์ตรัสวิน (ซิลค์เวอร์มบุคส์)
3.โฮมเพจเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด้จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว http://www.geocities.com/tokyo/Shrine/6611/index.htm
4. http://www.crownproperty.or.th สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์)
