แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก
ปี พ.ศ.2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เดินทางไปสหรัฐอเมริกา และมีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ชี้ชวนให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาประเทศไทย โดยอาศัยความช่วยเหลือด้านการลงทุนจากต่างประเทศ ภายในปีเดียวกันนั้นจอมพลสฤษดิ์ฯ ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม สามวันต่อมา ทางสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ว่าการรัฐประหารที่เกิดขึ้นไม่กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา แต่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเริ่มต้นจากรายงานการประชุมของธนาคารโลกในปี พ.ศ.2502 รายงานฉบับนี้ได้วิจารณ์ถึงความไม่มีประสิทธิภาพในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ โรงงานที่รัฐเป็นเจ้าของเกือบทั้งหมดประสบกับการขาดทุน ยกเว้นกิจการยาสูบและสุรา บริษัทไทยนิยมพาณิชย์ จำกัด ก็ประสบกับปัญหาหนี้สินเช่นกัน รายงานฉบับนี้แนะนำว่ารัฐบาลควรทำให้รัฐวิสาหกิจมีขนาดเล็กลง และสนับสนุนหัตถกรรมอุตสาหกรรมที่มีเอกชนเป็นเจ้าของ โดยปรับปรุงแก้ไขกฎหมายใหม่ ปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐาน และการให้สินเชื่อ รวมทั้งจัดตั้งสถาบันเพื่อวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
รัฐบาลสหรัฐอเมริการะบุว่าต้องการให้ประเทศไทยทำตามข้อเสนอของธนาคารโลก โดยประธานาธิบดีเคนเนดี้เขียนบันทึกถึงจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยตรงให้พิจารณารายงานของธนาคารโลกอย่างจริงจัง และเป็นพื้นฐานของการให้ความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ฯ ยอมรับกระแสการพัฒนาของสหรัฐอเมริกา โดยกล่าวว่า งานสำคัญในสมัยนี้ก็คือการพัฒนา ทั้งนี้หมายรวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนาการศึกษา การพัฒนาการบริหาร และการพัฒนาด้านอื่น ๆ เข้าไว้ด้วย ดังนั้นจากความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยได้จัดตั้งสำนักงานงบประมาณ สำนักงานสถิติแห่งชาติ สภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนขึ้น
หน้าที่หลักของสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ (ต่อมาคือ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) คือการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจเป็นระยะเวลาคราวละ 5 ปี ธนาคารโลกเป็นผู้ให้การสนับสนุนที่สำคัญในการดำเนินงานของคณะกรรมการชุดนี้ เจ้าหน้าที่ระดับกลางที่มีความสำคัญของคณะกรรมการชุดนี้ล้วนมาจากเทคโนแครตรุ่นใหม่ ที่ได้รับการศึกษาด้านการพัฒนาแบบใหม่มาจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ธนาคารโลกยังเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญในการดำเนินแผนงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วย ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2493-2518 ธนาคารโลกให้เงินกู้แก่ประเทศไทยถึง 440 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อใช้ในการสร้างถนน เส้นทางคมนาคมอื่น ระบบชลประทาน ไฟฟ้าพลังน้ำ และการศึกษา โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 3 ฉบับแรกเขียนขึ้นโดยที่ปรึกษาชาวอเมริกัน ในบทนำของแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก (2504-09) มีการกล่าวว่าประเทศไทยจะเพิ่มผลผลิตได้จากความสามารถของเอกชนแต่ละคนในชาติ ถ้าได้รับการสนับสนุนและช่วยเหลือจากรัฐบาล ไม่ใช่จากการที่รัฐบาลเข้าไปทำการผลิตเสียเอง สิ่งสำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจคือ กระตุ้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากภาคเอกชน
รัฐบาลสร้างระบบการคุ้มครองทางภาษีศุลกากรขึ้น เป็นการกระตุ้นให้เกิดการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศมากขึ้น เพื่อทดแทนการนำสินค้าเข้าจากต่างประเทศ ภาษีการค้ากลายเป็นแหล่งรายรับที่สำคัญของรัฐบาลเป็นเวลานาน ในปี พ.ศ.2503 รายได้จากภาษีนำเข้าเพียงอย่างเดียวคิดเป็น 30% ของรายรับทั้งหมดของรัฐบาล ในขณะที่ภาษีของสินค้าทุนและปัจจัยการผลิตจะลดต่ำลง ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่จะสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้ขยายตัวมากขึ้น อัตราค่าแรงถูกลงให้อยู่ในระดับต่ำ และใช้การเก็บพรีเมียมข้าวเป็นการกดราคาข้าวในเมืองไว้ เพื่อการคงอัตราค่าจ้างในระดับต่ำต่อไปได้
พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน
ในปี พ.ศ.2502 รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนขึ้นมา ในปี พ.ศ.2503 รัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีกับทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ รัฐบาลอนุญาตให้ต่างชาติส่งผลกำไรกลับประเทศของตนได้ ให้หลักประกันในการเป็นเจ้าของกิจการ ปรับปรุงระบบการถือครองที่ดิน เพื่อให้ธุรกิจต่างชาติถือครองที่ดินได้ รวมทั้งการยกเลิกสหภาพแรงงาน และถือว่าการนัดหยุดงานเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้เงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศปีละพันล้านบาทในปลายทศวรรษ 2500 ก่อนเพิ่มเป็น 1.5 พันล้านบาทตลอดทศวรรษ 2510 โดยมีการลงทุนจากสหรัฐอเมริกามากที่สุด จนถึงปี พ.ศ. 2516 ประเทศญี่ปุ่นได้แซงหน้ายอดการลงทุนต่างประเทศจากสหรัฐอเมริกาและต่อเนื่องต่อไป
การลงทุนจากญี่ปุ่นแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
(1) ธุรกิจประกอบชิ้นส่วน มุ่งหากำไรจากความแตกต่างของโครงสร้างภาษีข้าเข้า
(2) การลงทุนเพื่ออุตสาหกรรมเพื่อส่งออกกลับไปยังประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ เนื่องจากค่าแรงภายในประเทศญี่ปุ่นสูงมาก จึงโยกย้ายกระบวนการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีต่ำ แต่ใช้แรงงานเข้มข้นแทน อย่างไรก็ตามการเคลื่อนย้ายการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นมาประเทศไทยนี้ ได้ก่อให้เกิดแรงต่อต้านจากกลุ่มธุรกิจและเทคโนแครตในประเทศไทย ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2514 มีสมาคมธุรกิจและการค้าประมาณ 30 แห่ง ร่วมมือกันเพื่อต่อต้านการครอบงำเศรษฐกิจจากต่างชาติ ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นพยายามลดการต่อต้านด้วยการลดภาษีขาเข้าสำหรับสินค้าที่มาจากประเทศไทย ในขณะที่เพิ่มเงินช่วยเหลือให้กับประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ภายในทศวรรษ 2520 เงินช่วยเหลือจากญี่ปุ่นมีมูลค่าถึง 2 ใน 3 ของความช่วยเหลือทั้งหมดที่ประเทศไทยได้รับ
เปรียบเทียบกับการลงทุนจากสหรัฐอเมริกา การลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นอยู่ในรูปแบบการร่วมลงทุนกับฝ่ายไทยมากกว่า โดยการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นนั้น ในระยะแรกญี่ปุ่นมีสัดส่วนการลงทุนมากกว่าฝ่ายไทย แต่ในระยะหลังจะลดสัดส่วนการลงทุนให้ฝ่ายไทยมีมากกว่า ทั้งนี้เพราะบริษัทการค้าขนาดใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น ที่เรียกว่า โซโกะ โซชา และบริษัทขนาดใหญ่อื่น ๆ เข้ามาลงทุนเพื่อขายสินค้าให้กับตลาดภายในประเทศ จึงพอใจกับการร่วมทุนกับฝ่ายไทยที่รู้จักด้านการตลาดภายในประเทศได้ดีกว่า
ผลจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี พ.ศ.2503-2525 มีการขอส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 6 พันล้านบาท และธนาคารแห่งประเทศไทย ประมาณการว่าระหว่างปี พ.ศ.2508-18 มีเงินไหลเข้าประเทศไทยสูงถึง 1.25 พันล้านบาท ในจำนวนนี้มาจากประเทศสหรัฐอเมริกา 38% และรองลงมาคือประเทศญี่ปุ่น 30%
