พ.ศ. 2551 วิกฤติซับไพรม์และมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลสหรัฐฯ

วิกฤติซับไพรม์และมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลสหรัฐฯ

วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ หรือในประเทศไทยเรียกว่า วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ เป็นวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2550 จากนั้นสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างไปทั่วโลกในปี 2551

วิกฤติดังกล่าวเปรียบเทียบว่าเป็นภาวะฟองสบู่แตกของตลาดที่อยู่อาศัยในสหรัฐอเมริกา สาเหตุหลักเกิดจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2544 นำไปสู่กระแสเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับมีนวัตกรรมทางการเงินเกิดขึ้นมากมาย ดังนั้นเมื่อภาวะฟองสบู่แตกจึงลุกลามไปสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจจริง การเงิน อัตราแลกเปลี่ยน และสินค้าโภคภัณฑ์ 

ภาคเศรษฐกิจจริงถูกกระทบโดยตรงจากราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่งคั่งของชาวสหรัฐฯ นำไปสู่การหดตัวของการบริโภคและการลงทุน โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งยังส่งผลลูกโซ่ไปยังภาคการผลิตและเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยรวมให้ตกต่ำลง

เมื่อฟองสบู่ซับไพรม์แตก ทำให้ราคาของตราสารหนี้ที่อ้างอิงกับภาคอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำลงไปด้วย บริษัทที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับซับไพรม์ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงจนเกิดภาวะสินเชื่อตึงตัว และทำให้สภาวะทางการเงินโลกเข้มงวดขึ้น

ปัจจัยข้างต้น ทำให้นักลงทุนทั่วโลกวิตกกังวล จึงเร่งเทขายพันธบัตรระยะยาวและหันไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น ทำให้ราคาพันธบัตรระยะสั้นและยาวห่างกันมากขึ้น
ขณะเดียวกัน เมื่อนักลงทุนบางส่วนเร่งเทขายหลักทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ประสบปัญหา ทำให้ราคาหลักทรัพย์ของบริษัทดังกล่าวลดต่ำลง ลุกลามไปสู่ตลาดหลักทรัพย์ทั้งในสหรัฐฯ และตลาดอื่นๆ ทั่วโลก โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐฯ ที่ตกต่ำลงส่งผลให้ความมั่งคั่งของผู้บริโภคลดลง และย้อนไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงผ่านการบริโภคที่ชะลอลง นอกจากนั้นยังส่งผลกระทบไปยังตลาดอื่นๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ที่ถูกมองว่ามีผลตอบแทนสูงแต่ความเสี่ยงสูงเช่นกัน ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่มีความผันผวนอย่างมาก
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับอัตราแลกเปลี่ยนคือ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งสาเหตุมาจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยชะลอการตกต่ำของเศรษฐกิจและพลิกฟื้นตลาดหลักทรัพย์ โดยตั้งแต่เริ่มวิกฤติเมื่อเดือนสิงหาคม 2550 ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายจากร้อยละ 5.25 มาอยู่ที่ร้อยละ 2.25 ในเดือนมีนาคม 2551 ขณะที่ธนาคารกลางของประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาอื่นๆ ส่วนใหญ่ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากความเสี่ยงเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง
การที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ กว้างขึ้น เป็นเหตุให้ค่าเงินของประเทศดังกล่าวเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ผันผวนและแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง

สำหรับผลกระทบต่อสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบรวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ เกิดความผันผวนมาก จากการเก็งกำไรจากกองทุนประกันความเสี่ยงที่เข้าเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ หลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์และตลาดอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำลง นอกจากนั้นค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนลงยังทำให้ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันส่วนใหญ่ที่ผูกติดค่าเงินกับสกุลดอลลาร์จำต้องขึ้นราคาน้ำมันดิบเพื่อรักษาอัตราผลกำไรเอาไว้

การที่ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น ทำให้ประเทศผู้บริโภคน้ำมันเริ่มหันไปหาพลังงานทางเลือก (Bio Fuel) มากขึ้น ส่งผลให้ราคาของธัญพืชที่ใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงต่างๆ เช่น ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง น้ำตาล ข้าวโพด รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อการบริโภคอื่นๆ สูงขึ้นเช่นกัน

วิกฤติซับไพรม์ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในภาคการเงิน ตามมาด้วยการที่นักลงทุนแห่ถอนเงินออกจากพันธบัตรที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อที่มีความเสี่ยงและหุ้นที่มีราคาไม่แน่นอน โดยนำไปเก็บสะสมในรูปของสินค้าโภคภัณฑ์แทน ตามมาด้วยการเก็งกำไรราคาสินค้าล่วงหน้า ทำให้เกิดปัญหาวิกฤติราคาอาหารโลกและราคาน้ำมันพุ่งสูง
ส่วนเศรษฐกิจโลก ชะลอตัวจากปีก่อนหน้าเป็นผลจากวิกฤติซับไพรม์ในสหรัฐฯเช่นเดียวกัน ผลกระทบดังกล่าวทำให้ประเทศเศรษฐกิจหลัก อาทิ สหรัฐฯ อังกฤษและญี่ปุ่น เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย เช่นเดียวกับบางประเทศในภูมิภาคเอเชีย อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกงและไต้หวัน

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว สหรัฐฯ ได้ดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั้งหมด 6 ครั้ง จากอัตราดอกเบี้ยนโยบายช่วงต้นปี 2551 อยู่ที่ร้อยละ 4.25 ต่อปี เหลือเพียงร้อยละ 1.0 ต่อปีในเดือนตุลาคม

วิกฤติซับไพรม์ส่งผลทางลบแก่สภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลายประการ ที่สำคัญเช่น ไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 ตัวเลขการว่างงานพุ่งสูงถึงกว่า 2.6 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2488 เป็นต้นมาและมีรายงานว่า เฉพาะเดือนกันยายน 2551 จำนวนคนตกงานในสาขาการเงินในสหรัฐฯ สูงถึง 65,400 คน ส่วนเดือนธันวาคม ตัวเลขระบุว่าอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 7.2

วันที่ 1 ธันวาคม 2551 National Bureau of Economic Research (NBER) ประกาศว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้เข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2550