พ.ศ. 2551 ผลกระทบจากวิกฤติซับไพรม์

ผลกระทบจากวิกฤติซับไพรม์

วิกฤติซับไพรม์ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในด้านภาวะสภาพคล่องตึงตัวในตลาดการเงิน ต่อมาความตึงตัวในตลาดการเงินและสินเชื่อที่ยืดเยื้อทำให้สถาบันการเงินปรับมาตรฐานการปล่อยกู้เข้มงวดขึ้น กอปรกับราคาบ้านที่หดตัวต่อเนื่องและรุนแรงมากเป็นประวัติการณ์ ทำให้ทั้งการบริโภคและการลงทุนของสหรัฐฯ หดตัวรุนแรงส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยนั้นมีไม่มากนัก เนื่องจากหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เศรษฐกิจโดยรวมของไทยมีระบบภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งมากขึ้นกว่าเดิม ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ในการเป็นตลาดส่งออก โดยประเทศในเอเชียมีการค้าและการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น นอกจากนี้ ภาคการเงินอื่นนอกเหนือจากสถาบันการเงิน เช่น ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรขยายตัวมากขึ้น มีการกำกับดูแลภาคการเงินที่มีมาตรฐานสากลมากขึ้น

อีกด้านหนึ่งสถาบันการเงินของไทยที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีสินทรัพย์เป็นหลักประกัน (Collateralized Debt Obligation : CDO) ซึ่งมีสินเชื่อลูกหนี้ซับไพรม์เป็นหลักประกันมีน้อย ภาคธนาคารของไทย มีภาระต่อสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับซับไพรม์เพียงร้อยละ 0.3 ของสินทรัพย์ทั้งหมด โดยสินทรัพย์ดังกล่าวได้ถูกขายออกจากระบบหลังเหตุการณ์ไปแล้ว นอกจากนั้น ภาคธนาคารมีการดำรงทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ทั้งระบบ อยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก (ร้อยละ 15.6 เทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่ร้อยละ 8.5) และสัดส่วนของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อยอดสินเชื่อทั้งหมด ณ สิ้นปี 2551 อยู่ในระดับต่ำที่ร้อยละ 2.9

ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อระบบการเงินโดยตรงของไทยจึงมีน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นผลกระทบทางอ้อมจากตลาดเงินโลกที่มีความผันผวนมากขึ้น และผลกระทบจากการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มีการลดอัตราดอกเบี้ยในประเทศลงมาก ทำให้มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น มีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน ทำให้เงินบาทแข็งค่ากว่าเดิม