การเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2475 นั้นมีผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างกว้างขวางรวมทั้งบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ด้วย
ปี พ.ศ.2476 มีการปรับเปลี่ยนกรมพระคลังข้างที่เดิมเป็นสำนักงานพระคลังข้างที่ภายใต้การดูแลของนายกรัฐมนตรีในระบอบการปกครองใหม่ ต่อมาปี พ.ศ. 2480 จึงตั้งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แทนพระคลังข้างที่ โดยมีการบริหารในรูปคณะกรรมการที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ (ประธานกรรมการขณะนั้น ได้แก่ นายปรีดี พนมยงศ์ ในฐานะรัฐมนตรีกว่าการกระทรวงการคลัง) กับกรรมการอีก 4 คนที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง แต่เนื่องจากในขณะนั้นรัชกาลที่ 8 ยังทรงพระเยาว์และได้ประทับเพื่อศึกษาอยู่ ณ ต่างประเทศ โดยมีคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์อยู่ จึงมีการแต่งตั้งบุคคลในคณะราษฎรซึ่งขณะนั้น ได้แก่ นายชุณห์ ปิณฑานนท์ เข้าเป็นผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด จึงเป็นสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตามกฏหมาย โดย นายชุณห์ ปิณฑานนท์ เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ในทันที แม้ว่าในอดีตที่ผ่านมาตัวแทนพระคลังข้างที่มิได้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการแต่มอบหมายให้ผู้มีความรู้ความสามารถทำหน้าที่แทนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่พระยาอรรถการประสิทธิ์ที่ปรึกษากฏหมายดำรงตำแหน่งประธานกรรมการท่านแรกอยู่ 5 ปี (พ.ศ.2458 – 2464) ต่อจากนั้น นาวาโท ดับบลิว แอล กรุต ในฐานะผู้ก่อตั้งและมีบทบาทสำคัญในฐานะกรรมการตั้งแต่ต้น ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการต่อเนื่องยาวนานมาถึง 20 ปี (พ.ศ.2464 - 2484)
คณะราษฎรให้ความสนใจต่อบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด อย่างมาก ทั้งมีความตั้งใจอย่างชัดเจนเพื่อเข้ามาเปลี่ยนแปลงบริษัทแห่งนี้โดยเฉพาะการควบคุมและบริหารการเงินของบริษัท
เมื่อนายชุณห์ ปิณฑานนท์ เข้ามาเป็นประธานกรรมการตั้งแต่ปี พ.ศ.2484 ได้ประมาณ 1 ปีเศษ นาวาโท ดับบลิว แอล กรุต ซึ่งเป็นเพียงกรรมการในตอนนั้นจึงตัดสินใจลาออกจากกรรมการ และเดินทางกลับไปพำนักในยุโรปในปี พ.ศ.2483 นอกจากนี้ยังมีสมาชิกของคณะราษฎรอีกคนหนึ่งมาร่วมในฐานะกรรมการพร้อม ๆ กับนายชุณห์ฯ ตั้งแต่ปี 2482 ด้วย ได้แก่ ร.อ.วัน รุยาพร สมาชิกคณะราษฎรสายทหารเรือ
ในระยะที่ผ่านมา 1 ปี มีเหตุการณ์ที่สำคัญเกิดขึ้นในบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด หลายเรื่อง ซึ่งเริ่มต้นมาพร้อม ๆ กับการปรับเปลี่ยนบทบาทสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหาษัตริย์
ในปี พ.ศ.2482 คณะราษฎรได้ตั้งบริษัทไทยนิยมพาณิชย์ จำกัด โดยรัฐบาลถือหุ้น 70% และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถือหุ้น 30% โดยมีสมาชิกคณะราษฎรหลายคนเป็นกรรมการบริษัท เช่น นายจรูญ รัตนกุล (หลวงเสรีเรืองฤทธิ์) นายเล้ง ศรีสมวงศ์ นายวิลาศ โอสถานนท์ หลวงเชวงศักดิ์สงคราม (ช่วง ขวัญเชิด) เพื่อทำกิจการขายส่งและขายปลีกรายใหญ่ ทั้งสินค้านำเข้า สินค้าบริโภคที่ผลิตในประเทศให้กับชาวชนบท และส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ
ในปลายปี พ.ศ.2482 บริษัทไทยนิยมพาณิชย์ จำกัด ได้แสดงความจำนงขอจัดจำหน่ายปูนซีเมนต์ของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด แต่เพียงผู้เดียว แต่ไม่สามารถบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดการรั่วไหลผ่านพ่อค้าคนกลางนำปูนซีเมนต์ออกมาขายแข่งขันกับบริษัทในราคาถูกกว่าราคาตลาด และมีการค้างจ่ายค่าปูนซีเมนต์กับบริษัทเป็นจำนวนมาก อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด มีปัญหาทางการเงินอย่างต่อเนื่องในช่วงระหว่างและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ในช่วงระยะเวลานั้น Mr.Jespersen กรรมการผู้จัดการและคณะกรรมการบริษัท ต้องปรับตัวและบริหารกิจการท่ามกลางความขัดแย้งและความยากลำบากหลายประการ เท่าที่มีหลักฐานการประชุมคณะกรรมการบริษัทมีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ควรกล่าวถึง
ได้เกิดความขัดแย้งในการบริหารงานของคณะกรรมการบริษัท เนื่องจากต้องการให้มีการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ทีมผู้บริหารชาวเดนมาร์กต้องการให้กันเงินไว้สำหรับการลงทุนเพิ่มภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะเกิดการขาดแคลนปูนซีเมนต์และต้องการเก็บเงินของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ไว้ใช้จ่ายเพื่อรักษาสภาพคล่องในช่วงเวลานั้น ในที่สุดทีมผู้บริหารชาวเดนมาร์กเลือกกู้เงินจากบัญชีเบิกเงินเกินบัญชี (Overdraft) มาจ่ายเงินปันผลและเก็บเงินของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ไว้
สถานการณ์ปัญหาด้านการเงินในส่วนนี้ดำรงอยู่ประมาณ 10 ปี ภายหลังการรัฐประหารในปี พ.ศ.2490 ต่อมาในปี พ.ศ.2491 ตัวแทนของคณะราษฎรพ้นจากตำแหน่งกรรมการของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ไปพร้อม ๆ กับบทบาทของบริษัทไทยนิยมพาณิชย์ จำกัด ในฐานะผู้จัดหน่ายปูนซีเมนต์ด้วย การบริหารการจัดการในเรื่องนี้จึงเข้าภาวะปกติต่อไป
