พ.ศ.2487 การต่อสู้ดิ้นรนช่วงสงครามเอเชียบูรพา : ปรับแผนด้านการเงิน

ผู้บริหารบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด มองวิกฤตให้เป็นโอกาสเสมอ การวางแผนทางการเงินในยามสงครามจำเป็นต้องรัดกุม ขณะเดียวกันก็วางแผนสำหรับการขยายตัวหลังสงครามที่เชื่อว่าจะมีมากขึ้น ทั้งนี้การบริหารภาคการผลิตจำเป็นต้องมีการวางแผนล่วงหน้าระยะหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด จำเป็นต้องค้าขายกับต่างประเทศ ความจำเป็นต้องการเงินตราต่างประเทศย่อมจะมีมากขึ้น ในภายหลังสงครามอุปสรรคข้อนี้ใช้เวลาพอสมควรในการแก้ไข บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด เริ่มประสบปัญหานี้ในช่วงกลางปี พ.ศ.2486 ได้รับผลกระทบด้านการเงินมากขึ้น ในช่วงปลายปี พ.ศ.2488 ถึงต้นปี พ.ศ.2489 มีดังนี้ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2488 บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด จะขอกู้เงินจากต่างประเทศโดยการค้ำประกันจากกระทรวงการคลัง 300,000 เหรียญสหรัฐ ทั้งนี้เพื่อซื้ออุปกรณ์ เครื่องจักรและวัตถุดิบต่าง ๆ ที่สำคัญการขยายโรงงานท่าหลวงที่ยังค้างอยู่ แต่ก็ไม่ค่อยราบรื่นสำหรับประเทศไทยในช่วงหลังสงคราม

เมื่อถึงต้นปี พ.ศ.2488 บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด จำต้องขายทรัพย์สินหลายรายการ ได้แก่ ที่ดิน เครื่องจักรทำถังไม้ ไม้ซุง เรือยนต์ เหล็ก เครื่องจักรอุปกรณ์ เพื่อรวบรวมเงินสดไว้สำหรับใช้ซื้อเครื่องจักรใหม่ในช่วงหลังสงคราม แต่การควบคุมเงินตราต่างประเทศของรัฐบาล ทำให้บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ต้องไปขอแลกเงินต่างประเทศกับคณะผู้แทนเนเธอร์แลนด์เพื่อจัดซื้อเครื่องจักรจากประเทศเดนมาร์ก

ผลกระทบอีกด้านหนึ่งคือเรื่องการจ่ายเงินปันผล ในเดือนมกราคม พ.ศ.2492 บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด จัดสรรผลกำไร 10 ล้านบาท โดยขอลดการจ่ายเงินปันผลจาก 20% เหลือ 15% เนื่องจากต้องการกันเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นค่าซื้อเครื่องจักรภายหลังสงคราม ภายหลังการเจรจากับผู้ถือหุ้น เรื่องอัตราเงินปันผล ในที่สุดสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เห็นด้วยกับผู้บริหาร แต่ขอให้จ่ายโบนัสแทนค่าเสื่อมค่าเงินช่วงภาวะสงคราม

นอกจากนี้ยังแสวงหาเงินทุนเพิ่มจากทางอื่น ๆ เช่น การเบิกเงินเกินบัญชี การกู้เงินทั้งจากธนาคารพาณิชย์ ทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะการเพิ่มทุนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีความจำเป็นในการจัดซื้อเครื่องจักรเพื่อเพิ่มการผลิตปูนซีเมนต์ให้เพียงพอกับความต้องการใช้งานในประเทศที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงหลังสงคราม