โรงงานท่าหลวง นอกจากจะมีความหมายในเชิงยุทธศาสตร์ทางธุรกิจสำหรับบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด อย่างมากแล้ว สำหรับ Mr.Jespersen น่าจะมีความสำคัญที่สุดในชีวิตการบริหารกิจการปูนซีเมนต์แห่งแรกในเอเชียอาคเนย์แห่งนี้ ไม่ว่าจะมองในเรื่องแรงบันดาลใจ ความรู้ความสามารถ การปรับตัว รวมทั้งการผ่านการทดสอบสำคัญในฐานะนักบริหารที่เผชิญวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่อย่างรอบด้านทีเดียว
ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า Mr.Jespersen วางแผนจะสร้างโรงงานปูนซีเมนต์แห่งใหม่ไว้ในใจเมื่อไหร่ แต่รายงานที่มีเรื่องการขยายโรงงานหรือสร้างโรงงานใหม่ ปรากฎในรายงานการประชุมคณะกรรมการตั้งแต่ปี พ.ศ.2481
อุปสรรคใหญ่หลวง
แผนการสร้างโรงงานปูนซีเมนต์แห่งที่สองของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ไม่ปกติอย่างยิ่ง การเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2475 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้าไม่กี่ปี เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าเป็นช่วงเวลาความขัดแย้งและความไม่มั่นคงทางการเมืองปกคลุมสังคมไทยค่อนข้างยาวนาน ต่อมาปี พ.ศ.2480 จึงตั้งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แทนพระคลังข้างที่ ให้มีการบริหารในรูปคณะกรรมการ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการขณะนั้น ได้แก่ นายปรีดี พนมยงศ์ นั่นหมายความว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ก็กลายเป็นสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ นายชุณห์ ปิณฑานนท์ สมาชิกคณะราษฎรมาเป็นประธานกรรมการบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ในต้นปี พ.ศ.2481 ในฐานะประธานคนไทยคนแรก ในระยะเดียวกับแผนการก่อสร้างโรงงานเริ่มต้นขึ้นแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นในปีถัดมา Mr.W.L. Grut ซึ่งนับว่าเป็นประธานกรรมการที่ทำงานเข้ากันได้อย่างดีกับผู้จัดการชาวเดนมาร์กมาแล้วถึง 3 คน ได้ลาออกและเดินทางออกจากประเทศไทยไป (รายละเอียดเรื่องนี้ อ่านได้จากเรื่อง "คนไทยมีบทบาทมากขึ้น")
ความยุ่งยากและอุปสรรคที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ในปี พ.ศ.2482 ซึ่งมีการกล่าวไว้ในที่ประชุมคณะกรรมการ หากพิจารณาคำบอกเล่าของ Mr. Jespersen ใน "บทความเบื้องหลังของท่าหลวง หนังสือปูนซิเมนต์ไทย 2456-2526; หน้า 56-61) โดยให้รายละเอียดอย่างมีสีสัน แสดงถึงการให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก และสาระสอดคล้องกัน
สรุปความยุ่งยากและอุปสรรคในการก่อกำเนิดโรงงานท่าหลวงได้คร่าว ๆ ดังนี้
- ข่าวลือว่ารัฐบาลมีแผนการสร้างโรงงานปูนซีเมนต์แห่งใหม่ที่ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งนับว่าเป็นที่ที่ใกล้เคียงสถานที่ตั้งโรงงานของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ที่จะตั้งขึ้นที่ อำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี
- ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (Mr. Jespersen) เดินทางเข้าพบหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อขอทราบข้อเท็จจริง ซึ่งได้รับการยืนยันว่ารัฐบาลมีความคิดเช่นนั้นจริง ด้วยเหตุผลที่จะทำให้ราคาปูนซีเมนต์ถูกกว่าของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด โดยมีข้อมูลรายละเอียดของโครงการให้ดูด้วย
- Mr. Jespersen พบว่าข้อมูลของโรงงานของรัฐบาลเป็นข้อมูลชุดเดียวกันกับของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ที่เตรียมเสนอคณะกรรมการบริษัท แต่มีการตกแต่งตัวเลขเล็กน้อย นัยของเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นความขัดแย้งระหว่าง ผู้บริหารของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด กับกรรมการบริษัทที่เป็นตัวแทนจากคณะราษฎร
- Mr. Jespersen เข้าพบหลวงประดิษฐ์มนูธรรมอีกครั้งหนึ่ง นำข้อมูลชุดนี้ไปแสดง ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าใจสถานการณ์ดีขึ้นและทำจดหมายรับรองเป็นภาษาอังกฤษว่า รัฐบาลสนับสนุนโครงการของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด และจะยกเลิกแผนการสร้างโรงงานใหม่
ในการประชุมคณะกรรมการอย่างฉุกเฉิน (ตามที่ผู้จัดการทั่วไปกล่าว) เท่าที่ปรากฏหลักฐาน เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2482 ได้หารือเรื่องนี้และได้ทำหนังสือเวียนไปยังผู้ถือหุ้น รวมทั้งยืนยันแผนการสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่สระบุรีเป็นที่แน่นอน
แผนการดี
ต้องยอมรับว่าแผนการต่าง ๆ ของผู้จัดการทั่วไปที่เตรียมการมาแล้วส่วนหนึ่งและดำเนินการจนเริ่มต้นสร้างโรงงาน ใช้ระยะเวลาห่างจากการประชุมฉุกเฉินคราวนั้นเพียง 4 เดือนเท่านั้น การสร้างโรงงานที่ท่าหลวงจึงเริ่มต้นอย่างเป็นการทางการในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2483 ในช่วงเตรียมการ Mr. Jespersen เล่าว่าได้วางแผนโดยคำนึงถึงเรื่อง แหล่งวัตถุดิบ การขนส่งไปขายยังตลาด เป็นปัจจัยสำคัญ จึงมีการวางแผนขึ้นมา 3 โครงการคือ
(1) การสร้างโรงงานขึ้นมาใกล้แหล่งวัตถุดิบใหม่ที่บ้านหมอ จ.สระบุรี
(2) การขยายโรงงานบางซื่อ
(3) การสร้างโรงงานที่เกาะสีชัง ถ้าการส่งออกทวีความสำคัญขึ้นมา
โดยการดำเนินงานทั้ง 3 โครงการปิดเป็นความลับเพื่อป้องกันการเก็งกำไรราคาที่ดิน
แผนการจัดซื้อที่ดินดำเนินไปในทันที การสำรวจที่บ้านหมอใกล้แหล่งดินขาว ได้บอกกับคนท้องถิ่นเรื่องทำโรงสีข้าว เอาปืนไปด้วยเหมือนไปยิงนกปากซ่อม แต่ไปเดินสำรวจเลียบแม่น้ำป่าสัก หาทำเลที่ตั้งโรงงานใหม่
ในอีกด้านหนึ่งการสำรวจที่เกาะสีชังใช้ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ทำทีว่าไปเล่นน้ำทะเลและอ่านหนังสือ จากนั้นให้คนซื้อที่ดินแถบท่าหลวงในราคาถูก และเมื่อได้รับแบบแปลนร่างโรงงานใหม่พร้อมค่าใช้จ่ายแล้ว จึงเสนอคณะกรรมการพิจารณา 3 ทางเลือก ซึ่งโครงการท่าหลวงมีต้นทุนต่ำที่สุด โครงการขยายที่บางซื่อมีต้นทุนปานกลาง และโครงการที่เกาะสีชังมีต้นทุนสูงที่สุด
เดิมแหล่งดินขาวแห่งแรกที่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ใช้นำมาทำการผลิตที่โรงงานบางซื่อ อยู่ที่ตำบลช่องแค อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ห่างจากกรุงเทพฯ ถึง 170 กิโลเมตร ต่อมาในปี พ.ศ.2464 จึงได้พบแหล่งดินขาวใหม่ที่ตำบลบ้านหมอ อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ซึ่งห่างเพียง 100 กิโลเมตร ดังนั้นบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด จึงตัดสินใจก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ขึ้นที่ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยู่ห่างจากแหล่งดินขาวเพียง 10 กิโลเมตร และมีการลำเลียงทางน้ำได้โดยสะดวกด้วย
เดือนธันวาคม พ.ศ.2484 ผู้จัดการทั่วไป ได้รายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ว่าการก่อสร้างโรงงานปูนเม็ดที่ตำบลท่าหลวงใกล้แล้วเสร็จ
เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2485 คณะกรรมการบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ได้เดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานท่าหลวง ชมการถลุงเหล็ก และแผนกต่าง ๆ ของโรงงานปูนเม็ด แต่การก่อสร้างโรงงานท่าหลวงต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายหลังสงครามจึงได้ดำเนินการก่อสร้างต่อไปจนโรงงานเปิดทำการผลิตได้จริงในปี พ.ศ.2491
พัฒนาสู่โรงงานปูนซีเมนต์สมบูรณ์แบบ
บทบาทแรกของโรงงานท่าหลวง เริ่มต้นเป็นฐานสำรองสนับสนุนโรงงานบางซื่อ ในช่วงนั้นบางซื่อประสบปัญหาได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิดในสงครามโลก สามารถผลิตปูนเม็ดได้เพียงหนึ่งในสามจากปริมาณการผลิตเดิม ดังนั้นเมื่อโรงงานท่าหลวงเกิดขึ้น จึงสามารถผลิตปูนเม็ดทดแทนส่วนที่ขาดได้ โดยบทบาทโรงงานท่าหลวงเป็นเพียงผู้ผลิตปูนเม็ด แล้วขนส่งทางรถไฟและทางเรือมายังโรงงานบางซื่อเพื่อบดเป็นปูนซีเมนต์ผงสำเร็จรูปเพื่อขายต่อไป
จากรายงานของหนังสือครบรอบ 40 ปี (จัดทำขึ้นหลังจากจอมพล ป.พิบูลสงคราม เยือนโรงงานในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2496) ระบุว่าในปี พ.ศ.2496 หรือหลังจาก 5 ปีที่โรงงานท่าหลวงเริ่มต้นผลิต ได้ปรับบทบาทจากการผลิตปูนเม็ดเพื่อป้อนโรงงานบางซื่อมาเริ่มผลิตปูนซีเมนต์ผงเอง ทั้งนี้เนื่องจากในระยะนั้นปริมาณความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ของภาคกลางตอนบน ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มขึ้น ดังนั้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2496 โรงงานท่าหลวงจึงพัฒนาไปอีกขั้น เพื่อเป็นโรงานผลิตปูนซีเมนต์ที่สมบูรณ์เต็มรูปแบบ
เมืองอุตสาหกรรมแห่งแรกของไทย
โรงงานท่าหลวงเป็นส่วนหนึ่งของจินตนาการเมืองอุตสาหกรรมแห่งแรกของไทย ปรากฏอยู่ในหนังสือกิจการบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ในระยะ 40 ปี พ.ศ.2496 ซึ่งมีภาพแผนที่ปรากฏในหน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ โดยมีคำบรรยายอย่างมีสีสันในหน้า 60-62 "เมืองอุตสาหกรรมแห่งแรกของประเทศ" ไว้ด้วย ทั้งนี้เป็นจินตนาการมาแล้วก่อนหน้า ตั้งแต่เยือนสถานที่แห่งนี้ ครั้งแรกซึ่งเป็นทุ่งนาประมาณ 15 ปีก่อนหน้านั้นหรือราว ๆ ปี พ.ศ. 2480 หากพิจารณาแผนที่ในหน้า 62 จะพบว่าจินตนาการเมืองอุตสาหกรรมไปไกลกว่าปัจจุบันด้วย ซึ่งเป็นภาพที่ประกอบด้วยย่านอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในพื้นที่กว้างใหญ่ สถานที่ราชการ สถานที่การค้า ฯลฯ ซึ่งยอมรับว่า "อาจจะมีผู้ถือหุ้นหลายท่าน เห็นว่าภาพที่วาดนี้ออกจะเกินเหตุไป"
แนวความคิด น่าจะเป็นที่มาของการลงทุนสร้างโรงงานท่าหลวงที่เป็นการลงทุนค่อนข้างมาก ในหนังสือกิจการบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ในระยะ 40 ปี กล่าวไว้อย่างน้อย 2 ครั้ง ซึ่งความขัดแย้งทางความคิดในคณะกรรมการกับผู้จัดการใหญ่ในแนวคิดนี้ไว้
การสร้างโรงงานท่าหลวงเป็นแนวคิดการสร้างเมืองอุตสาหกรรมที่มีลักษณะพึ่งตนเองอย่างสมบูรณ์ มีสิ่งอำนวยความสะดวกเท่าที่จำเป็นอย่างครบถ้วน ทั้งนี้ยังมีการวางแผนเพื่ออนาคตไว้ค่อนข้างมาก ที่สำคัญมีโรงไฟฟ้าไว้ใช้เอง สร้างสายไฟแรงสูงมีความยาวถึง 10 กิโลเมตรจากโรงงานจนถึงบ่อดินขาวซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับโรงงาน ทั้งนี้ยังมีปริมาณเหลือพอจะให้บริการแก่ชุมชนในย่านนั้น
ผู้จัดการทั่วไป (Mr. Jespersen) เน้นว่าการลงทุนจำนวนมาก แต่ก็คุ้มค่าเพราะจะทำให้ราคาปูนซีเมนต์ต่ำลง สามารถแข่งขันกับปูนซีเมนต์ต่างประเทศและพร้อมจะส่งออกได้ด้วยเมื่อปริมาณเหลือ ทั้งนี้ที่ทำได้เช่นนี้เพราะบริษัทยึดแนวทางกันเงินปันผลจำนวน 50% ไว้สำหรับการลงทุนโดยเฉพาะ
"ฉะนั้นเมื่อท่านมาดูกิจการต่าง ๆ ด้วยตนเองแล้ว จึงหวังว่าท่านคงจะเห็นพ้องกับวิธีที่บริษัทเลือกใช้ เป็นทางปฏิบัติ และเสียงที่เคยตำหนิฝ่ายอำนวยการของบริษัทอยู่เนือง ๆ ว่าบริษัทได้ใช้เงินก่อสร้างอาคารโรงงานใหญ่โตเกินควรนั้น คงจะเบาบางลงบ้าง" ข้อความในหนังสือกิจการบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ในระยะ 40 ปี พ.ศ.2496 ตอนหนึ่งระบุไว้
ในเวลาต่อมาโรงงานท่าหลวงได้สร้างโมเดลการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมที่สัมพันธ์กับชุมชน มีความเกื้อกูลกัน สร้างชุมชนให้เติบโต สร้างงานพัฒนาองค์ความรู้ที่สำคัญ สร้างระบบเศรษฐกิจของชุมชนดีขึ้น เป็นเมืองที่สมบูรณ์ในตนเองเป็นต้นแบบและบทเรียนของอุตสาหกรรมในการอยู่กับชุมชนเกษตร อันมีคุณค่าอย่างมากในเวลาต่อมา
