มหาอุทกภัย
-
- ชื่อ
- พ.ศ. 2554 เกิดมหาอุทกภัยตั้งแต่เดือนกันยายน 2554
- รายละเอียด :
- เกิดมหาอุทกภัยตั้งแต่เดือนกันยายน 2554
ปี 2554 ช่วงฤดูมรสุม ไต้ฝุ่นหมายเลข 8 พัดเข้าสู่ตอนเหนือของเวียดนาม ทำให้เกิดน้ำท่วมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เกิดฝนตกหนักและน้ำฝนปริมาณมากกว่าปกติส่งผลให้เกิดน้ำหลากในหลายจังหวัดตั้งแต่ช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคม หนึ่งสัปดาห์ให้หลังพบว่า มีผู้เสียชีวิต 13 ราย ขณะที่น้ำเริ่มหลากไปยังพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
กลางเดือนกันยายน จังหวัดในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางทั้งหมดได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ซึ่งรวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑลตอนเหนือ ช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นตุลาคม ไต้ฝุ่นอีก 3 ลูกพัดเข้าสู่คาบสมุทรอินโดจีน แต่ปริมาณน้ำในเขื่อนส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูงสุดหรือมากกว่าขีดจำกัด จึงจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณระบายน้ำจากเขื่อน
ปริมาณน้ำในจังหวัดอยุธยาเข้าสู่วิกฤติก่อน โดยระดับน้ำสูงกว่าคูเมือง ส่วนทำนบกั้นน้ำของนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ไม่สามารถกั้นกระแสน้ำไว้ได้ สร้างความเสียหายใหญ่หลวงแก่โรงงานและสายการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ของสินค้าสำคัญๆ ภายในประเทศ
อุทกภัยดังกล่าวมีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่เชียงใหม่ลงมาจนถึงกรุงเทพฯ ในที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาครอบคลุมพื้นที่กว่า 150 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมใน 65 จังหวัด 684 อำเภอ ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 4,086,138 ครัวเรือน 13,595,192 คน บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 2,329 หลัง บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 96,833 หลัง มีผู้เสียชีวิต 813 ราย (44 จังหวัด) สูญหาย 3 คน
สำหรับการเกษตร รายงานสรุปของศูนย์ปฏิบัติการรองรับเหตุฉุกเฉิน กรมบรรเทาและป้องกันสาธารณภัย (ศปฉ.ปภ.) แจ้งว่า ด้านพืช อุทกภัยส่งผลกระทบต่อเกษตรกรจำนวน 1,284,106 ราย พื้นที่เสียหาย 12.60 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 9.98 ล้านไร่ พืชไร่ 1.87 ล้านไร่ พืชสวนและอื่นๆ 0.75 ล้านไร่
ด้านประมง กระทบเกษตรกรจำนวน 130,041 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเสียหาย แบ่งเป็น บ่อปลา 215,531 ไร่ บ่อกุ้ง/ปู/หอย 53,557 ไร่ กระชัง/บ่อซีเมนต์ 288,387ตารางเมตร ด้านปศุสัตว์ กระทบเกษตรกร 254,670 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 30.32 ล้านตัว แปลงหญ้า 17,776 ไร่
นอกจากนั้น ธนาคารโลกร่วมกับภาครัฐและองค์กรเอกชนหลายแห่ง ได้ทำการสำรวจความเสียหายจากอุทกภัย โดยให้รายละเอียดในช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2554 ระบุว่า พบความเสียหายรวมประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นความเสียหายจากทรัพย์สินคงที่ เช่น บ้าน โรงงาน จำนวนประมาณ 6.6 แสนล้านบาท ความสูญเสียจากค่าเสียโอกาส เช่น การผลิต อีกประมาณ 7 แสนล้านบาท รวมทั้งประเมินว่า ปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบต่อจีดีพีของไทยให้ลดลงราวร้อยละ 1.2 โดยระบุว่าปี 2554 การขยายตัวของจีดีพีจะลดเหลือร้อยละ 2.4 จากคาดการณ์เดิมที่ร้อยละ 3.6
สำหรับภาคการผลิตและการส่งออก ธุรกิจโดยรวมกลับมาผลิตได้ภายใน 1 - 6 เดือน เริ่มจากผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านห่วงโซ่อุปทานได้เริ่มทยอยทำการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการที่ยังมีอยู่ โดยแก้ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบด้วยการจัดหาจากแหล่งอื่นทั้งในและต่างประเทศ
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เริ่มจากโรงงานที่ไม่ถูกน้ำท่วมสามารถทำการผลิตได้ใกล้เคียงระดับปกติประมาณปลายเดือนธันวาคม 2554 ส่วนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กลับมาผลิตภายในต้นเดือนมกราคม ปี 2555 ขณะที่อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์กลับมาผลิตได้บางส่วนในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2555
แม้จะมีความกังวลถึงการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากความไม่มั่นใจต่อมาตรการป้องกันของภาครัฐ แต่ในระยะสั้นนักลงทุนต่างชาติยังคงใช๎ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกต่อไป เนื่องจากได้มีการลงทุนไปแล้วตามแผนระยะยาว เกิดเป็นเครือข่ายการผลิตที่ซับซัอนและแข็งแกร่ง
สำหรับความเสี่ยงด้านการประกันภัยนั้น บริษัทประกันภัยของต่างประเทศโดยเฉพาะบริษัทใหญ่ของเยอรมนีและญี่ปุ่นยังยืนยันรับประกันภัยต่อ (Reinsurance) ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนและการดำเนินธุรกิจในไทยต่อไป แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้ประกอบการธุรกิจต้องแบกรับค่าเบี้ยประกันภัยที่สูงขึ้น
ส่วนสถาบันการเงินได้มีการเตรียมวงเงินสินเชื่อเพื่อสนับสนุน การบูรณะฟื้นฟูของธุรกิจ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เอื้อให้กระบวนการฟื้นตัวของภาคธุรกิจเกิดขึ้นได้โดยเร็ว
ด้านการบริโภค ได้รับผลกระทบชั่วคราวในไตรมาสที่ 4 ปี 2554 จากปัญหาด้านอุปทานและการขนส่ง ผู้ประกอบการคาดว่าการบริโภคในไตรมาสที่ 1 ปี 2555 จะกลับมาขยายตัวได้จากการเร่งใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซมและซื้อสินค้าทดแทนส่วนที่เสียหาย โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการจ้างงานที่กลับมาเป็นปกติ และ การสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐบาลและสถาบันการเงิน
- ป้ายคำค้น :
- 2554 , มหาอุทกภัย , อุทกภัย , น้ำท่วม , กันยายน-2554
-
- ชื่อ
- พ.ศ. 2554 การบริหารจัดการเพื่อความต่อเนื่องของธุรกิจในภาวะวิกฤติ (BCM)
- รายละเอียด :
- การบริหารจัดการเพื่อความต่อเนื่องของธุรกิจในภาวะวิกฤติ (BCM)
การบริหารความเสี่ยงเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กร ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ อย่างยั่งยืน
ด้วยเล็งเห็นความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง SCG จึงกำหนดให้นำกระบวนการบริหารความเสี่ยงมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการกับปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายขององค์กรให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการตรวจสอบ
ปี 2553 SCG มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการเพื่อความต่อเนื่องของธุรกิจในภาวะวิกฤติ (Business Continuity Management - BCM) มีหน้าที่กำหนดนโยบาย แนวทางดำเนินการเพื่อบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากการหยุดชะงักทางธุรกิจอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติและเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด รวมทั้งกำหนดแนวทางที่จะลดผลกระทบจากเหตุการณ์ต่างๆ ดังกล่าว
ต่อมาในปี 2554 มีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่ได้นำเอา BCM มาใช้ในการบริหารจัดการ คือ อุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ รวมทั้งนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งถูกน้ำท่วมเสียหายคิดเป็นมูลค่ามหาศาล ก่อนหน้านี้ มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการเมือง หรือภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ทำให้คณะกรรมการ BCM ทั้งระดับ SCG และกลุ่มธุรกิจมีบทบาทอย่างมาก
คณะกรรมการดังกล่าวประกอบด้วย ผู้บริหารและตัวแทนของหน่วยงานต่างๆ ทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด มีหน้าที่หลักคือ ประเมินความเสี่ยงของการที่ธุรกิจอาจหยุดชะงัก กำหนดแผนการควบคุมความเสี่ยง (Risk Treatment Plan) แผนการจัดการวิกฤติ (Crisis Management Plan) และแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan) เมื่อมีอุบัติภัยเกิดขึ้น
มีการกำหนดโครงสร้างบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานผู้ดูแลการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ยิ่งกว่านั้นเมื่อมีสัญญาณว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่อเค้ารุนแรงก็จะมีการจัดตั้ง War Room เพื่อติดตามสถานการณ์และกำหนดแผนดำเนินการเพื่อป้องกันความเสียหายและแนวปฏิบัติต่างๆ รวมทั้งประสานงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิด โดยภารกิจหลักคือ ดำเนินการให้ข้อมูล ข่าวสารข้อเท็จจริง สื่อสารทำความเข้าใจกับพนักงานและผู้เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอก
สำหรับวิกฤติอุทกภัยที่เกิดขึ้น SCG ได้นำมาตรการข้างต้นมาใช้ โดยเน้นความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของพนักงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เช่น จัดหาอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วมและที่พักชั่วคราว จัดตั้งศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือพนักงาน SCG และครอบครัวที่เดือดร้อน
แม้บางบริษัทและโรงงานของ SCG ได้รับความเสียหายจากภาวะน้ำท่วม แต่บริษัทและโรงงานเหล่านั้นได้จัดให้มีการประกันภัยไว้แล้ว ขณะเดียวกัน เพื่อให้การดำเนินการธุรกิจของบริษัทเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ได้มีการตั้ง Backup Office ให้บริการแก่ลูกค้าและ Mobile Office สำหรับหน่วยงานอื่นๆ ที่เป็นหน่วยงานสนับสนุนด้วย
เมื่อบรรลุวัตถุประสงค์หลัก ซึ่งหมายถึงการรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจในภาวะวิกฤติ โดยให้ความช่วยเหลือพนักงานแล้ว SCG ยังได้ให้ความช่วยเหลือต่อชุมชน และผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยมีแนวทางช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม 4 แนวทาง ประกอบด้วย
1.บรรเทาความเดือดร้อน ด้วยการบริจาคสิ่งของ เครื่องอุปโภคและบริโภคที่จำเป็น เช่น อาหารกล่อง ถุงยังชีพ เรือ เสื้อชูชีพ สุขากระดาษ เครื่องกรองน้ำ ฯลฯ พร้อมส่งทีมกู้ภัย (Rescue Team) โดยพนักงานที่มีจิตอาสาไปช่วยอพยพพนักงานและครอบครัวออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยจากภาวะน้ำท่วมสูง โดยได้ช่วยอพยพพนักงานและครอบครัวมาแล้วมากกว่า 800 คน และผู้ประสบภัยกว่า 6,600 คน
2.จัดหาวัสดุป้องกันน้ำท่วม มอบให้รัฐบาลและกรุงเทพมหานคร
3.เร่งฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยการเปิดคลินิกให้คำปรึกษา และคำแนะนำในการซ่อมแซมที่พักอาศัย และถนนหนทาง
4.เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้น เป็นโครงการระยะยาว เช่น คิดค้นและพัฒนาที่พักอาศัยสำหรับรองรับภัยพิบัติ อาทิ นวัตกรรมบ้านลอยน้ำ รวมถึงการร่วมมือกับกรมบรรเทาและป้องกันสาธารณภัยอบรมให้ความรู้ประชาชนในการป้องกัน และเตรียมความพร้อมหากต้องเผชิญกับอุทกภัยอีกในอนาคต
- ป้ายคำค้น :
- 2554 , มหาอุทกภัย , อุทกภัย , น้ำท่วม , BCM