พ.ศ.2542 ปรับโครงสร้างธุรกิจ

ในปี พ.ศ.2541 เครือซิเมนต์ไทยได้ปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อให้เกิดความคล่องตัว เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน และเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพธุรกิจเเละการเเข่งขันในปัจจุบันเเละอนาคต โดยได้เลือกบริษัทที่ปรึกษาทางด้านธุรกิจชั้นนำของโลกมาเป็นที่ปรึกษา จากผลสรุปดังกล่าว ทำให้โครงสร้างธุรกิจใหม่เครือซิเมนต์ไทย ประกอบด้วย 9 บริษัทหลัก (Holding Companies) ซึ่งมีผลตั้งเเต่ปี พ.ศ.2542 ดังนี้

1) บริษัทปูนซิเมนต์ไทยอุตสาหกรรม จำกัด

2) บริษัทเคมีภัณฑ์ซิเมนต์ไทย จำกัด

3) บริษัทเยื่อกระดาษสยาม จำกัด (มหาชน)

4) บริษัทผลิตภัณฑ์หลังคาซิเมนต์ไทย จำกัด

5) บริษัทเซรามิคซิเมนต์ไทย จำกัด

6) บริษัทยิปซัมซิเมนต์ไทย จำกัด

7) บริษัทค้าวัสดุซิเมนต์ไทย จำกัด

8) บริษัทยางสยาม จำกัด (มหาชน)

9) บริษัทซิเมนต์ไทยโฮลดิ้ง จำกัด

การปรับโครงสร้างธุรกิจดังกล่าว ส่งผลให้

• โครงสร้างของเครือซิเมนต์ไทยมีความกะทัดรัดมากขึ้น สามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

• มุ่งใน 3 ธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจซีเมนต์ ธุรกิจปิโตรเคมี เเละธุรกิจกระดาษ

• ลดบทบาทในธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก

• เน้นเพิ่มผลตอบเเทนการลงทุนให้เเก่ผู้ถือหุ้น โดยการวัดผลตอบเเทนจากการดำเนินงานอย่างเคร่งครัด

• ดำเนินธุรกิจโดยมีการเปิดเผยข้อมูลให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มความโปร่งใสเเละชัดเจน (รายงานประจำปี พ.ศ.2541)

ในช่วงปี พ.ศ.2542 เครือซิเมนต์ไทยยังคงมุ่งขยายตลาดส่งออก เเละดำเนินนโยบายปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อเพิ่มความเเข็งเเกร่งเเละความคล่องตัว โดยเน้น 3 ธุรกิจหลัก คือ ปูนซีเมนต์ ปิโตรเคมี เเละกระดาษ ขณะเดียวกันก็ได้ดำเนินการลดบทบาทในธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจร่วมทุน ซึ่งผู้ร่วมทุนในเเต่ละกิจการมีความเชื่อมั่นในการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น นอกจากนี้สถาบันการเงินต่างประเทศยังให้การสนับสนุนเงินกู้กับบริษัทฯ สิ่งเหล่านี้       เเสดงให้เห็นถึงความมั่นคงของเครือซิเมนต์ไทย ในสายตาของนักลงทุนทั้งในประเทศเเละต่างประเทศ

สำหรับการออกหุ้นกู้ของบริษัทฯ ตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2542 ในวงเงินไม่เกิน 50,000 ล้านบาทนั้น ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยมีผู้สนใจจองซื้อหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว สาเหตุเพราะหุ้นกู้บริษัท ให้ผลตอบเเทนดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร เเละนักลงทุนเชื่อมั่นในความมั่นคงของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด การออกหุ้นกู้ของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ตั้งเเต่ต้นปี พ.ศ.2542 มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนในประเทศให้ตื่นตัวอีกครั้ง หลังจากที่ซบเซาลงตั้งเเต่ช่วงวิกฤตที่ผ่านมา

บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ยังได้ขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2542 เพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทจากเดิม 1,200 ล้านบาท ขึ้นอีก 400 ล้านบาท เป็น 1,600 ล้านบาท เพื่อจัดโครงสร้างเงินทุนของบริษัทฯ ให้เเข็งเเกร่ง เเละมีความคล่องตัวด้านการเงินเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามสภาพตลาดทุนโดยทั่วไป ในช่วงปลายปียังไม่เอื้ออำนวยต่อการเพิ่มทุนดังกล่าว บริษัทฯ จึงได้พิจารณาระงับเเผนการจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุนในช่วงดังกล่าว   (รายงานประจำปี พ.ศ.2542)

ในปี พ.ศ.2543 เครือซิเมนต์ไทยได้ปรับโครงสร้าง โดยลดบทบาทการบริหารงานในหลายธุรกิจลง เช่น ลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทสยามมิชลินกรุ๊ป บริษัทนวโลหะบางปะกง จำกัด เเละบริษัทสยามคอมเพรสเซอร์อุตสาหกรรม จำกัด เป็นต้น คิดเป็นมูลค่าของสินทรัพย์หรือเงินลงทุน ที่ลดลงจากการลดบทบาททางธุรกิจรวมทั้งสิ้นประมาณ 13,000 ล้านบาท

จากการที่เครือซิเมนต์ไทยได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างมาโดยตลอดตั้งเเต่ปี พ.ศ.2541 เป็นต้นมา ส่วนใหญ่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเเล้ว ทำให้เครือ    ซิเมนต์ไทยอยู่ในฐานะที่จะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างปกติเเละนับตั้งเเต่ช่วงนี้เป็นต้นไป เครือซิเมนต์ไทยจะเน้นสร้างมูลค่าการลงทุนเเก่ผู้ถือหุ้นเเละเเต่ละธุรกิจต่อไป

การออกหุ้นกู้บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รวมมูลค่าทั้งสิ้น 90,000 ล้านบาท ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ทั้งนี้บริษัทฯ ได้นำเงินจากการออกหุ้นกู้ดังกล่าวไปชำระหนี้ต่างประเทศ ซึ่งช่วยให้บริษัทฯ ลดความเสี่ยงจากอัตราเเลกเปลี่ยนได้เป็นจำนวนมาก

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เครือซิเมนต์ไทยมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจตามหลักบรรษัทภิบาลที่ดี (Good Corporate Governance) โดยสาระสำคัญคือ มีระบบการกำกับดูเเลที่มีประสิทธิภาพ การปฏิบัติอย่างเป็นธรรมต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เน้นการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบเเละโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งได้จัดทำสื่อส่งเสริมการปฏิบัติตามหลักบรรษัทภิบาล เพื่อรณรงค์ให้ผู้ประกอบธุรกิจในประเทศตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามหลักบรรษัทภิบาล อาทิ ภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์ สารคดีสั้นทางวิทยุ เป็นต้น

ในปี พ.ศ.2543 เครือซิเมนต์ไทยได้ร่วมทุนกับบริษัท Accenture (เดิมชื่อบริษัทเเอนเดอร์เซ่น คอนซัลติ้ง) ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศชั้นนำระดับโลก เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพด้านเทคโนโลยีเเละสารสนเทศเเละอี-คอมเมิร์ซของเครือซิเมนต์ไทย ในอันที่จะใช้เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพพนักงานในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของเครือซิเมนต์ไทยให้ทัดเทียมกับบริษัทชั้นนำของโลก                 (รายงานประจำปี พ.ศ.2543)