การบริหารความเสี่ยงขององค์กรอย่างรัดกุม
ปี 2551 เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงมาก ปัจจัยสำคัญมาจากวิกฤติทางการเงินในสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลกระทบไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก ขณะที่เศรษฐกิจไทยนั้น ความตึงเครียดทางการเมืองส่งผลต่อการส่งออก ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภค
เพื่อให้สามารถฝ่าฟันวิกฤติและกลับสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว SCG จึงได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน มุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน และความมั่นคงขององค์กร มากกว่าการเติบโตระยะสั้น โดยใช้กลยุทธ์สำคัญ 2 ประการ คือ บริหารสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนและชะลอการลงทุนโครงการใหม่
กลยุทธ์แรกนั้น SCG บริหารเงินทุนหมุนเวียนให้อยู่ในภาวะเหมาะสม ตลอดจนลดความเสี่ยงด้วยการใช้แหล่งเงินกู้ภายในประเทศด้วยรูปแบบของหุ้นกู้มาตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 มีการจัดเตรียมเงินลงทุนสำหรับการขยายธุรกิจไว้ล่วงหน้า นอกจากนั้นยังดำเนินการเรื่องลดสินค้าคงคลังและติดตามการให้สินเชื่อการค้าอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ นับจากการออกหุ้นกู้ในปี 2547 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551 บริษัทได้ออกหุ้นกู้ประเภทไม่ด้อยสิทธิและไม่มีหลักประกันมูลค่ารวม 105,000 ล้านบาท โดยปี 2551 ออกหุ้นกู้ 2 ครั้งมูลค่ารวม 40,000 ล้านบาท
สำหรับการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน SCG ดำเนินการทั้งการยกเลิกและชะลอการลงทุนโครงการใหม่ที่ตลาดไม่ขยายตัวตามที่คาด สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการและตลาดมีแนวโน้มฟื้นตัวในอนาคต ก็เร่งให้สำเร็จตามแผน โดยอยู่ในงบประมาณที่เตรียมการไว้
ตัวอย่างกรณีนี้เช่น โครงการโรงงานโอเลฟินส์แห่งที่ 2 ภายใต้การดูแลของบริษัทมาบตาพุดโอเลฟินส์ จำกัด ซึ่งนอกจากต้องดูแลการออกแบบและก่อสร้างให้ได้คุณภาพสูง อยู่ในงบประมาณที่วางไว้แล้ว ยังต้องทำให้เสร็จสิ้นตามระยะเวลาที่กำหนดด้วย
