กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ทุ่มเงินช่วยเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่
ในเดือนมกราคม 2552 เศรษฐกิจกลุ่ม G3 อันประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและยุโรป หดตัวอย่างชัดเจน โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ หดตัวลงร้อยละ 6.1 เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวลงร้อยละ 15.2 และเศรษฐกิจยุโรปหดตัวร้อยละ 2.5 ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญมาจากการที่ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายและมีอัตราว่างงานจำนวนมาก
ก่อนหน้านั้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ทำการทดสอบภาวะวิกฤติของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ 19 แห่ง ผลปรากฏว่ามีถึง 10 แห่งที่ถูกระบุว่าต้องระดมทุนเป็นวงเงินรวม 7.46 หมื่นล้านเหรียญ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปตกลงอย่างรุนแรง ตามมาด้วยการที่บรรษัทประกันเงินฝากแห่งสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ว่า ธนาคารในสหรัฐฯ อยู่ในภาวะล้มละลายถึง 120 รายด้วยกัน
ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังแถลงในเวลาต่อมาว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและบั่นทอนเสถียรภาพเศรษฐกิจ ทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศนำโดยออสเตรเลียประกาศลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกัน 3 เดือน
กลางเดือนกุมภาพันธ์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศอัดฉีดเงิน 1.5 แสนล้านเหรียญช่วยเหลือกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกถดถอย
จากนั้นไม่นาน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 7.87 แสนล้านเหรียญ นอกจากนี้ ที่ประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G20 มีมติอัดฉีดงบประมาณรวม 1.1 ล้านล้านเหรียญเพื่อคลี่คลายวิกฤติการณ์ และยับยั้งเศรษฐกิจโลกจากภาวะถดถอย
ห้วงเวลาใกล้เคียงกันนี้เอง กลุ่มตลาดเกิดใหม่พร้อมใจกันใช้มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจีน ตัดสินใจนำเงินคงคลังออกมากระตุ้นเศรษฐกิจสูงถึง 5.86 แสนล้านเหรียญ
