เมื่อวันที่ 25 กรกฏาคม 2555 นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ได้แถลงผลประกอบการเอสซีจี ประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2555 : เอสซีจี มียอดขายเพิ่มขึ้น จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นและราคาของสินค้าที่ดีขึ้นในหลายธุรกิจ แต่กำไรลดลงเนื่องจากธุรกิจเคมีภัณฑ์มีการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือลดลงตามความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก
เผยยอดขายในอาเซียนไตรมาสที่สอง เพิ่มขึ้น 50% เดินหน้าลงทุนกว่า 1,300 ล้านบาท พัฒนาสินค้า HVAและเปิดเผยว่า งบการเงินรวมก่อนสอบทานของ เอสซีจี ในไตรมาสที่สอง ปี 2555 มีรายได้จากการขาย 100,541 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง แต่ลดลงร้อยละ 2 จากไตรมาสก่อน มีกำไร 4,280 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 43 จากปีก่อน และลดลงร้อยละ 28 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากธุรกิจเคมีภัณฑ์มีการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือลดลง 2,000 ล้านบาท ตามความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาสินค้าในตลาดโลก ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2555 เอสซีจี มีรายได้จากการขาย 203,425 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไร 10,252 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 39 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับธุรกิจของเอสซีจีในอาเซียนนอกเหนือจากประเทศไทย ในไตรมาสที่สองของปี 2555 มีรายได้จากการขาย 8,817 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9 ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเริ่มรับรู้รายได้จากกิจการคอนกรีตผสมเสร็จในประเทศอินโดนีเซีย และเซรามิกในประเทศฟิลิปปินส์ ตั้งแต่ต้นไตรมาสที่สองของปี 2555 ปัจจุบัน เอสซีจี มีสินทรัพย์รวมในอาเซียน มูลค่า 53,785 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 14 ของสินทรัพย์รวมของบริษัท สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2555 มีมูลค่า 384,118 ล้านบาท
ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 ปี 2555 แยกตามรายธุรกิจดังนี้
- เอสซีจี เคมิคอลส์ มีรายได้จากการขายในไตรมาสที่สอง 49,339 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว และลดลงร้อยละ 7 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากปริมาณการขายลดลง มีผลขาดทุน 1,005 ล้านบาท เนื่องจากการ ปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือลดลงประมาณ 2,000 ล้านบาท และผลกระทบจากการหยุดการผลิตของบริษัทกรุงเทพ ซินธิติกส์ จำกัด
- เอสซีจี เปเปอร์ มีรายได้จากการขายในไตรมาสที่สอง 14,456 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลจากปริมาณการขายกระดาษบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น มีกำไร 1,101 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากไตรมาสก่อน
- เอสซีจี ซิเมนต์ มีรายได้จากการขายในไตรมาสที่สอง 16,610 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น และการรับรู้รายได้จากกิจการคอนกรีตผสมเสร็จในประเทศอินโดนีเซีย โดยมีกำไร 2,072 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงร้อยละ 18 จากไตรมาสก่อน
- เอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้จากการขายในไตรมาสที่สอง 10,665 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากตลาดสินค้าผลิตภัณฑ์ก่อสร้างในประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการรับรู้รายได้จากกิจการเซรามิกในประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีกำไร 678 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงร้อยละ 24 จากไตรมาสก่อน
คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในครึ่งปีแรกของปี 2555 ในอัตรา 4.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเงิน 5,400 ล้านบาท และมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 23 สิงหาคม 2555 โดยวันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record date) คือวันที่ 8 สิงหาคม 2555 และวันปิดสมุดทะเบียนรวบรวมรายชื่อเพื่อสิทธิ์ในการรับเงินปันผล คือวันที่ 9 สิงหาคม 2555
นายกานต์ กล่าวต่อไปว่า “การที่ธุรกิจเคมีภัณฑ์ประสบผลขาดทุนในไตรมาสที่สอง เนื่องจากยังคงอยู่ในช่วงวัฏจักรขาลงของธุรกิจ ประกอบกับราคาสินค้าและวัตถุดิบที่ปรับลดลงตามราคาน้ำมัน ทำให้ต้องปรับมูลค่าคงเหลือทางบัญชีลดลงตามไปด้วย แต่ในไตรมาสที่สามนี้ เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น และราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นด้วย”
นายกานต์ ยังกล่าวถึงการเติบโตของธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้างด้วยว่า “เอสซีจี ได้ขยายการลงทุนใน ธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นในระหว่างปีที่ผ่านมา จนในครึ่งปีแรกนี้ มียอดขายเป็นร้อยละ 10 และทำกำไรคิดเป็นร้อยละ 14 ของยอดขายและกำไรรวม ซึ่งเอสซีจียังมองเห็นโอกาสของธุรกิจดังกล่าวในภูมิภาคอาเซียนอีกมาก และเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้างจะมีบทบาทต่อผลการดำเนินงานทั้งในด้านการเงิน และการสร้าง แบรนด์ของเอสซีจีได้เป็นอย่างมาก”
เอสซีจี ยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์การเติบโตสู่ผู้นำธุรกิจอย่างยั่งยืนในอาเซียน ล่าสุด คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติงบลงทุน 1,320 ล้านบาท เพื่อพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่ม (High Value Added-HVA) ประกอบด้วยการขยายกำลังการผลิตสินค้า HVA ปูนสำเร็จรูป เสือ มอร์ตาร์ เพิ่มขึ้น 1 ล้านตัน และการปรับปรุงสายการผลิตเยื่อกระดาษของบริษัท ฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ จำกัด (มหาชน) เพื่อผลิตเยื่อ Dissolving Grade Pulp ซึ่งเป็นสินค้ามูลค่าสูงกว่าเยื่อกระดาษปกติ และเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเรยอนและเมลามีน ทำให้สามารถขยายการผลิตสินค้าให้กับธุรกิจอื่น นอกจากธุรกิจกระดาษได้ด้วย ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2555 สินค้าในกลุ่ม HVA มียอดขายคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 34 ของยอดขายรวม
นอกจากนี้ ยังได้ลงทุนในโครงการลดการใช้พลังงาน 3 โครงการ ที่โรงงานบริษัทปูนซิเมนต์ไทย (แก่งคอย) จำกัด โรงงานบริษัทสยามปูนซิเมนต์ขาว จำกัด และโรงงานบริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ท่าหลวง) จำกัด ซึ่งทั้ง 3 โครงการมีมูลค่ารวม 854 ล้านบาท
