เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2555 นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ได้แถลงผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 3 และ 9 เดือนแรกของปี 2555 :
เอสซีจี มีรายได้จากการขายและกำไรเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเติบโตของธุรกิจซิเมนต์และธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เผยเดินหน้าขยายการลงทุนอีก 23,200 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ในอินโดนีเซีย และเพิ่มกำลังการผลิตปูนซีเมนต์ในกัมพูชา รวมทั้งขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ ตามวิสัยทัศน์มุ่งสู่ผู้นำธุรกิจอย่างยั่งยืนในอาเซียน
และได้เปิดเผยว่า งบการเงินรวมก่อนสอบทานของเอสซีจี ในไตรมาสที่สาม ปี 2555 เอสซีจี มีรายได้จากการขาย 104,286 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปริมาณการขายของธุรกิจซิเมนต์และธุรกิจเคมีภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้น และเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อน มีกำไร 6,416 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 13 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากมาร์จิ้นที่ลดลงของธุรกิจเคมีภัณฑ์ แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากการเติบโตของธุรกิจซิเมนต์และธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง รวมทั้งการเริ่มฟื้นตัวของธุรกิจเคมีภัณฑ์
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2555 เอสซีจี มีรายได้จากการขาย 307,711 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น และราคาสินค้าที่ดีขึ้นในทุกธุรกิจ มีกำไร 16,668 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลกระทบจากช่วงขาลงของธุรกิจเคมีภัณฑ์
ธุรกิจของเอสซีจีในอาเซียน นอกเหนือจากประเทศไทย ในไตรมาสที่สามของปี 2555 มีรายได้จากการขาย 8,316 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 8 ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 44 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจุบัน เอสซีจี มีสินทรัพย์รวมในอาเซียน มูลค่า 55,367 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 14 ของสินทรัพย์รวมของบริษัท สำหรับสินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 30 กันยายน 2555 มีมูลค่า 386,042 ล้านบาท
ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่สาม ปี 2555 แยกตามรายธุรกิจดังนี้
- เอสซีจี เคมิคอลส์ มีรายได้จากการขายในไตรมาสที่สาม 52,051 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากปริมาณการขายเพิ่มขึ้น มีกำไร 2,270 ล้านบาท เนื่องจากไตรมาสนี้มีผลจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท โดยกำไรลดลงร้อยละ 30 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง
- เอสซีจี เปเปอร์ มีรายได้จากการขายในไตรมาสที่สาม 14,585 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากไตรมาสก่อน มีกำไร 851 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 23 จากไตรมาสก่อน
- เอสซีจี ซิเมนต์ มีรายได้จากการขายในไตรมาสที่สาม 17,696 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 จาก
ช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นของปูนซีเมนต์และคอนกรีตผสมเสร็จในประเทศ รวมถึงการรับรู้รายได้จากกิจการคอนกรีตผสมเสร็จในประเทศอินโดนีเซีย
มีกำไร 2,453 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 จากไตรมาสก่อน
- เอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้จากการขายในไตรมาสที่สาม 10,502 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากตลาดสินค้าผลิตภัณฑ์ก่อสร้างในประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการรับรู้รายได้จากกิจการเซรามิกในประเทศฟิลิปปินส์ แต่ลดลงร้อยละ 2 จากไตรมาสก่อน มีกำไร 768 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 51 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากไตรมาสก่อน
นายกานต์ กล่าวต่อไปว่า เอสซีจี ยังเดินหน้าขยายการลงทุนในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ตามวิสัยทัศน์มุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจอย่างยั่งยืนในอาเซียน ล่าสุด คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติงบลงทุนมูลค่า 11,000 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ ทางตะวันตกของเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ด้วยกำลังการผลิต 1.8 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะเริ่มผลิตในปี 2558 และได้อนุมัติงบลงทุนมูลค่า 5,500 ล้านบาท สำหรับโครงการขยายกำลังการผลิตปูนซีเมนต์ของโรงงานกัมปอตซิเมนต์ ในประเทศกัมพูชา ด้วยกำลังการผลิต 900,000 ตันต่อปี เริ่มผลิตได้ในปี 2558 โดยปัจจุบัน โรงงานกัมปอตซิเมนต์ มีกำลังการผลิต 1 ล้านตันต่อปี ซึ่งความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ทั้งในอินโดนีเซียและกัมพูชายังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง คาดว่าตลาดจะขยายตัวในอัตราเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5-10 ต่อปี ในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้าในทั้งสองประเทศ
นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ ยังได้อนุมัติงบลงทุนมูลค่า 6,700 ล้านบาท สำหรับโครงการขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ของโรงงานในจังหวัดกาญจนบุรีและราชบุรี เพิ่มขึ้นอีก 400,000 ตันต่อปี เริ่มผลิตในปี 2557 ส่งผลให้เอสซีจีมีกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน รวมทั้งสิ้น 2.3 ล้านตันต่อปี สามารถรองรับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดบรรจุภัณฑ์ในอาเซียนซึ่งเติบโตตามเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างมั่นคงของภูมิภาคนี้
