เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2556 นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ได้แถลงผลประกอบการปี 2555 :
เอสซีจี มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น แต่กำไรลดลง เนื่องจากผลกระทบจากช่วงขาลงของธุรกิจเคมีภัณฑ์ มุ่งมั่นเดินหน้ากลยุทธ์ขยายการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน และพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวสู่ผู้นำธุรกิจอย่างยั่งยืนในอาเซียน ปีนี้พุ่งเป้าขยายธุรกิจหลักในอินโดนีเซีย เวียดนาม และพม่า เทงบ R&D 2,150 ล้านบาท พร้อมทุ่มเทสร้างความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ฉลองเอสซีจี 100 ปี
และได้เปิดเผยว่า งบการเงินรวมก่อนตรวจสอบ ของเอสซีจี ประจำปี 2555 เอสซีจี มีรายได้จากการขาย 407,601 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากปีก่อน เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นและจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นของทุกธุรกิจ และมีกำไร 23,580 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 14 จากปีก่อน เนื่องจากผลกระทบจากช่วงขาลงของธุรกิจเคมีภัณฑ์ และจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือลดลงในไตรมาสที่สอง ปี 2555 รวมถึงจากการหยุดการผลิตของบริษัทกรุงเทพซินธิติกส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนในเอสซีจี เคมิคอลส์
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาสที่สี่ ปี 2555 เอสซีจี มีรายได้จากการขาย 99,890 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นของทุกธุรกิจ แต่ลดลงร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อน มีกำไร 6,912 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 116 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์น้ำท่วม ประกอบกับในช่วงสิ้นปีมีรายได้เงินปันผลจากธุรกิจการลงทุน
สำหรับธุรกิจของเอสซีจีในอาเซียน นอกเหนือจากประเทศไทย ในปี 2555 มีรายได้จาก การขาย 31,208 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 8 ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 39 จากปีก่อน ปัจจุบัน เอสซีจี มีสินทรัพย์รวมในอาเซียน มูลค่า 55,300 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 14 ของสินทรัพย์รวมของบริษัทสินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2555 มีมูลค่า 395,573 ล้านบาท
ผลการดำเนินงานประจำปี 2555 แยกตามรายธุรกิจดังนี้
- เอสซีจี เคมิคอลส์ : ในปี 2555 เอสซีจี เคมิคอลส์ มีรายได้จากการขาย 203,539 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากปีก่อน เนื่องจากปริมาณการขายที่สูงขึ้นจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น และมีกำไร 2,690 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 76 จากปีก่อน
- เอสซีจี เปเปอร์ : ในปี 2555 เอสซีจี เปเปอร์ มีรายได้จากการขาย 57,430 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากปีก่อน เนื่องจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ และมีกำไรสำหรับปีเท่ากับ 3,560 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากปีก่อน
- เอสซีจี ซิเมนต์ : ในปี 2555 เอสซีจี ซิเมนต์ มีรายได้จากการขาย 67,558 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากปีก่อน เนื่องจากปริมาณการขายในประเทศเพิ่มขึ้น และมีกำไร 9,163 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 26 จากปีก่อน
- เอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง : ในปี 2555 เอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้จากการขาย 41,340ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 จากปีก่อน เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อธุรกิจใหม่ และมีกำไร 2,949 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีก่อน
นายกานต์ กล่าวต่อไปว่า ปีนี้เอสซีจีดำเนินธุรกิจมาครบรอบ 100 ปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เอสซีจีทุ่มเทเพื่อสร้างความยั่งยืนอย่างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยยังมุ่งมั่นดำเนินการตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป ในวาระพิเศษนี้ เอสซีจีจะมุ่งเน้นการถ่ายทอดประสบการณ์การดำเนินธุรกิจและการบริหารจัดการที่ดีในด้านต่าง ๆ ที่ส่งผลให้องค์กรเติบโตอย่างมั่นคงมาตลอด ด้วยการเปิดโรงงานในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศให้เยี่ยมชม การจัด expo แสดงการคิดค้นนวัตกรรมจากอดีตสู่ปัจจุบัน และในอนาคต การจัดเวทีสัมมนาระดับอาเซียน ทั้งด้านการวิจัยพัฒนาและการพัฒนาอย่างยั่งยืน การจัดทำหนังสือนำเสนอเรื่องราวด้านการดำเนินธุรกิจ การบริหารงานบุคคล และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นแบบอย่างให้องค์กรต่างๆ นำไปประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเน้นการสร้างประโยชน์ให้กับสังคมในหลากหลายรูปแบบ อาทิ กิจกรรมการพัฒนาศักยภาพเยาวชน การอนุรักษ์น้ำอย่างยั่งยืน การนำเสนอ 100 ต้นแบบชุมชนยั่งยืน และโครงการอาสาสมัครทำประโยชน์เพื่อสังคม เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่เกื้อกูลและเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดไป
“เพื่อก้าวสู่ผู้นำธุรกิจอย่างยั่งยืนในอาเซียน เอสซีจียังเดินหน้ากลยุทธ์หลักคือ ขยายการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน และพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นขยายการลงทุนธุรกิจหลักของเอสซีจีในประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม และพม่า ทั้งได้จัดเตรียมงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) 2,150 ล้านบาท เพื่อสร้างสรรค์สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยในปีที่ผ่านมา เอสซีจีใช้งบประมาณ R&D 1,430 ล้านบาท ส่งผลให้สินค้าในกลุ่ม HVA มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 34 ของยอดขายรวมปี 2555” นายกานต์ กล่าว
คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้ออกและเสนอหุ้นกู้ชุดใหม่ ครั้งที่ 1/2556 (SCC174A) จำนวนไม่เกิน 25,000 ล้านบาท อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยตามราคาตลาดในขณะที่ออก โดยเงินที่ได้รับจากการออกหุ้นกู้ จะนำไปไถ่ถอนหุ้นกู้ SCC134A จำนวน 20,000 ล้านบาท ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 1 เมษายน 2556 และออกหุ้นกู้เพิ่มเติมอีกจำนวน 5,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้นต่อไป โดยเสนอขายให้กับ (1) ผู้ถือหุ้นกู้ (SCC134A) ที่เป็นผู้ลงทุนประชาชนทั่วไป (2) ผู้ถือหุ้นกู้ SCC ชุดอื่น ๆ ที่เป็นผู้ลงทุนประชาชนทั่วไป และ (3) นักลงทุนที่เป็นผู้ลงทุนประชาชนทั่วไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ตามรายละเอียดในเอกสารแนบ ทั้งนี้ การออกและเสนอขายหุ้นกู้ของ SCC เมื่อรวมหุ้นกู้ชุดใหม่ที่จะออกแล้ว SCC จะมีวงเงินหุ้นกู้ที่ออกรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 131,500 ล้านบาท นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ ยังเห็นสมควรเสนอเพิ่มวงเงินการออกหุ้นกู้อีก 50,000 ล้านบาท รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 200, 000 ล้านบาท ต่อที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นด้วย
อนึ่ง จากฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานปี 2555 คณะกรรมการบริษัทฯ จึงเห็นควรเสนอที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ในวันที่ 27 มีนาคม 2556 เพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 11 บาท
ทั้งนี้บริษัทฯ ได้จ่ายเป็นเงินปันผลระหว่างกาลงวดครึ่งปีแรกไปแล้ว ในอัตราหุ้นละ 4.50 บาท เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2555 โดยกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record date) ในวันที่ 4 เมษายน 2556 ปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นในวันที่ 5 เมษายน 2556 และกำหนดจ่ายเงินปันผลประจำปี 2555 งวดสุดท้าย ในอัตราหุ้นละ 6.50 บาท ในวันที่ 25 เมษายน 2556
