พ.ศ. 2555 การเมืองเอเชีย

พม่า
ชัยชนะของอองซาน ซูจี ในการเลือกตั้งซ่อมเมียนมาร์
    ความสำเร็จของผู้สมัครจากพรรคเอ็นแอลดีด้วยการกวาดที่นั่ง 43 ที่นั่งจากจำนวนผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง 45 คน คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งซ่อมของเมียนมาร์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2555 รวมถึงการก้าวเข้ามาสู่รัฐสภาเมียนมาร์อย่างเต็มตัวของนางอองซาน ซูจี หัวหน้าพรรคเอ็นแอลดี นับว่าเป็นก้าวสำคัญที่สุดก้าวหนึ่งในกระบวนการปฏิรูปประเทศของเมียนมาร์
    การเลือกตั้งที่มีความเปิดกว้างในสายตาประชาคมโลกและการที่นางซูจีซึ่งถูกรัฐบาลทหารกักตัวในฐานะนักโทษการเมืองมาเป็นเวลากว่า 20 ปี สามารถเข้ามาสู่รัฐสภาของเมียนมาร์ได้ในที่สุดนั้น ทำให้ชาติตะวันตกเริ่มทบทวนท่าทีและหันกลับมากระชับความสัมพันธ์กับเมียนมาร์อีกครั้ง สหภาพยุโรป (อียู) ตัดสินใจระงับการคว่ำบาตรทางการค้ากับเมียนมาร์ชั่วคราวเป็นระยะเวลา 1 ปี พร้อมส่งผู้แทนระดับสูงด้านการต่างประเทศมาเปิดสำนักงานของอียูประจำเมียนมาร์เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน เป็นการส่งสัญญาณตอบรับการปฏิรูปทางการเมืองของเมียนมาร์
    ขณะที่สหรัฐอเมริกา เริ่มต้นด้วยการส่งเอกอัครราชทูตคนแรกในรอบ 22 ปีมาประจำการที่เมียนมาร์ จากนั้นก็ประกาศยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับเมียนมาร์ในเกือบทุกด้านเมื่อเดือนกันยายน และที่สำคัญที่สุด คือการเดินทางเยือนเมียนมาร์ของประธานาธิบดีบารัก โอบามา เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ภายหลังจากที่เขาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 เพียงไม่ถึงสองสัปดาห์ ทำให้ประธานาธิบดีโอบามาสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่เดินทางมาเยือนเมียนมาร์ระหว่างดำรงตำแหน่ง
จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้
 สามยักษ์เอเชียเปลี่ยนผู้นำท่ามกลางข้อพิพาทหมู่เกาะเตียวหยู
    ช่วงปลายปี 2555 สามยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ตบเท้ากันสับเปลี่ยนผู้นำประเทศ เริ่มตั้งแต่ประเทศจีนที่ถึงวาระของการสับเปลี่ยนผู้นำทุก 10 ปี โดยในเดือนพฤศจิกายนพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีมติเลือกนายสี จิ้นผิง ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์คนใหม่ และจะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทนนายหู จิ่นเทา ในเดือนมีนาคม 2556 ส่วนผู้ที่จะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนนายเหวิน เจียเป่า คือนายหลี่ เค่อเฉียง
    ญี่ปุ่นเป็นประเทศถัดมาที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำ หลังจากอดีตนายกรัฐมนตรีโยชิฮิโกะ โนดะ ประกาศยุบสภาในวันที่ 16 พฤศจิกายน ก่อนที่จะจัดการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคม สำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ พรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น หรือดีพีเจ ของนายโนดะ พ่ายแพ้ให้กับพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ของนายชินโซ อาเบะ ส่งผลให้นายอาเบะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น โดยเป็นนายกฯคนที่ 7 ในรอบ 6 ปี
ปาร์ค กึน-เฮ    ตามมาด้วยเกาหลีใต้ที่จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากนายลี มยอง-บัก ดำรงตำแหน่งครบวาระ 5 ปี การเลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของแดนโสมขาว เพราะผู้ที่คว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง คือนางสาวปาร์ค กึน-เฮ บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดีปาร์ค จุง-ฮี ส่งผลให้เกาหลีใต้มีประธานาธิบดีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ
โยชิฮิโกะ โนดะ    การเปลี่ยนแปลงผู้นำของมหาอำนาจเอเชียทั้งสามเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างกันจากปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตแดน โดยเฉพาะกรณีของจีนและญี่ปุ่นที่ความขัดแย้งเรื่องหมู่เกาะเตียวหยูหรือเซนกากุที่ต่างฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์ปะทุขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน และลุกลามจนส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจญี่ปุ่นที่ประกอบธุรกิจกับจีน