ทรานสฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่ จาก “ผู้ผลิต” มาเป็น“ผู้สร้างสรรค์โซลูชันและนวัตกรรม

ทรานสฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่ จาก “ผู้ผลิต” มาเป็น“ผู้สร้างสรรค์โซลูชันและนวัตกรรม
ทรานสฟอร์เมชัน (Transformation) เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของธุรกิจวันนี้ เนื่องจากต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทั้งจากการเปลี่ยนโฉมของเทคโนโลยี ผู้บริโภคซึ่งมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม รวมถึงคู่แข่งใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพสูง ทั้งจากอุตสาหกรรมเดียวกันและอุตสาหกรรมอื่น เช่นเดียวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ทรัพยากรธรรมชาติที่ขาดแคลนจากการบริโภคอย่างสิ้นเปลือง ในขณะที่เศรษฐกิจไทยยังไม่เติบโตเท่าที่ควร
เอสซีจีจึงทรานสฟอร์มทั้งรูปแบบธุรกิจและคน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เริ่มต้นจากพัฒนาคนให้เข้าไป “นั่งในใจลูกค้า” เพราะคนเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร เอสซีจีเชื่อว่า การพัฒนาคนที่ดีที่สุดคือการเปิดโอกาสให้พนักงานเข้าไปอยู่ในกระบวนการทรานสฟอร์มเพื่อเพิ่มทักษะและความสามารถใหม่ ๆ สอดคล้องกับที่เอสซีจีได้ทรานสฟอร์มครั้งใหญ่ เปลี่ยนจาก “ผู้ผลิต”มาเป็น “ผู้สร้างสรรค์โซลูชันและนวัตกรรม สินค้า บริการให้เหนือกว่าที่ลูกค้าคาดหวังไว้” โดยมุ่งพัฒนาพนักงานให้มีทักษะในการค้นหาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า พร้อมเติมความรู้ใหม่ให้ทันยุคสมัย โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อส่งมอบ“คุณค่าที่ตรงใจลูกค้า” ได้อย่างรวดเร็วและฉับไว
ธุรกิจเคมิคอลส์ ช่วงที่ผ่านมาธุรกิจเผชิญความท้าทายในหลายปัจจัย ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก เกิดผู้เล่นรายใหม่ในอุตสาหกรรมส่งผลให้มีอุปทานที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ความต้องการสินค้าเคมีภัณฑ์ชะลอตัวลง เพื่อให้ธุรกิจมียอดขายเพิ่มสูงขึ้นและกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง เอสซีจีจึงสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันโดยปรับเปลี่ยนจากผู้ผลิตสินค้าเคมีภัณฑ์ทั่วไป (Commodity) มาเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Products &Services) และมุ่งสู่การเป็น Service & Solution Provider อย่างเต็มที่ เพื่อส่งมอบโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ตรงจุดและรวดเร็วขึ้น ทั้งยังสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง เช่นPE112 ซูเปอร์พลาสติกเกรดพิเศษซึ่งเอสซีจีเป็นผู้ผลิตรายแรกของโลกโดยได้นำมาทำเป็นท่อทนแรงดันสูง รวมทั้งเม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนเกรดพิเศษจาก SMX™ Technology ที่มีคุณสมบัติเหนือกว่าเม็ดพลาสติกทั่วไป เช่น ทำให้ผลิตภัณฑ์บางลงแต่มีคุณสมบัติที่ดีกว่าเดิม สามารถใช้งานได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยได้เชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับนักวิจัยและสถาบันชั้นนำระดับโลก เช่น Norner ประเทศนอร์เวย์ และมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด สหราชอาณาจักรทั้งยังก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมและพัฒนาต้นแบบสินค้า I2P Center (ไอทูพี: Ideas to Products) ซึ่งเป็นสถานที่ทำโครงการความร่วมมือระหว่างเอสซีจี ลูกค้าและคู่ธุรกิจตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่านอกจากนี้ ยังนำระบบดิจิทัลมาพัฒนาการทำงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า เช่น ระบบวางแผนการขาย การผลิต และเลือกซื้อวัตถุดิบที่ดีที่สุดล่วงหน้าตามการคาดการณ์สถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนไป และระบบ Predictive Analytic คาดการณ์ความผิดปกติล่วงหน้าเพื่อลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต

PE112 ซูเปอร์พลาสติกเกรดพิเศษซึ่งเอสซีจีเป็นผู้ผลิตรายแรกของโลกโดยได้นำมาทำเป็นท่อทนแรงดันสูง

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้พัฒนารูปแบบธุรกิจ จาก “ผู้ผลิต” มาเป็น “ผู้สร้างสรรค์โซลูชันและนวัตกรรมสินค้า บริการด้านที่อยู่อาศัย” เพื่อยกระดับวงการก่อสร้างและที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น ผู้ให้บริการโซลูชันการก่อสร้าง(Construction Solutions)  ที่แก้ปัญหาให้ช่างและผู้รับเหมาทำงานได้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ประหยัดต้นทุน ด้วยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น Building Information Modeling (BIM) มาช่วยวางแผนการใช้วัสดุและเทคนิคการก่อสร้างผ่านโมเดลสามมิติ จึงควบคุมงบประมาณ ลดการเกิดวัสดุส่วนเกิน  รวมถึงเป็นผู้ส่งมอบโซลูชันที่อยู่อาศัย (Living Solutions) ที่เติมเต็มความต้องการของเจ้าของบ้าน ให้มีความสะดวกสบายในการอยู่อาศัย แก้ปัญหาบ้านร้อน ลดการใช้พลังงาน และเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้พักอาศัยทุกวัย เอสซีจีมีความเข้าใจลูกค้าเป็นอย่างดี จึงได้ปรับโมเดลธุรกิจ โดยเฉพาะช่องทางการตลาด (Market Place) ให้ใกล้ชิดลูกค้าและอำนวยความสะดวกมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยการนำเทคโนโลยดี จิทัลรูปแบบ Active Omni-Channel ผสานช่องทางการจัดจำหน่ายออฟไลน์ซึ่งเป็นร้านค้าที่มีทั่วประเทศและเป็นจุดแข็ง ให้เข้ากับช่องทางออนไลน์ภายใต้ชื่อ SCGHome.com เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้า บริการได้ทุกที่ ทุกเวลาแบบไร้รอยต่อพร้อมให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้งและรับประกันอย่างดีเยี่ยมทั้งยังเสริมจุดแข็งด้วยบริการขนส่งสินค้าของเอสซีจี โลจิสติกส์ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่จากเครือข่าย 840 แห่งทั่วประเทศไทยขณะเดียวกันก็เร่งขยายธุรกิจค้าปลีกที่เติบโตก้าวกระโดดอย่าง SCG Home บุญถาวร และ SCG Home Solutionรวมถึงพัฒนาแพลตฟอร์มที่รวบรวมวัสดุและสินค้าตกแต่งบ้านจากร้านค้าและผู้ให้บริการทั่วประเทศรายแรกในไทยภายใต้www.nocnoc.com

พัฒนารูปแบบธุรกิจ จาก “ผู้ผลิต” มาเป็น “ผู้สร้างสรรค์โซลูชันและนวัตกรรมสินค้า บริการด้านที่อยู่อาศัย”

ธุรกิจแพคเกจจิ้ง การเติบโตสูงของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ และสินค้าอุปโภค บริโภค มีผลให้ความต้องการบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นผลการดำเนินงานของธุรกิจจึงเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่มีศักยภาพเติบโตสูงเป็นอันดับต้น ๆของโลก ด้วยเหตุนี้ธุรกิจจึงเปลี่ยนตัวเองเป็น “ผู้ให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์อย่างครบวงจร” (Packaging Solutions Provider)ที่มีสินค้า บริการหลากหลาย เพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค และเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตสูง พร้อมให้โซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการพิเศษ ได้แก่ โซลูชันด้านการออกแบบและการพิมพ์ โซลูชันบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ โซลูชันกลุ่มสินค้าบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อเสริมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและรักษาความเป็นผู้นำตลาดบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในภูมิภาค บริษัทเอสซีจีแพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) จึงประกาศแผนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) เพื่อระดมทุนไปขยายธุรกิจให้ครอบคลุมทั่วอาเซียน และปรับโครงสร้างทางการเงินให้มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น รวมทั้งยังเข้าไปถือหุ้นร้อยละ 55 คิดเป็นมูลค่า 20,817 ล้านบาทในบริษัท PT Fajar Surya Wisesa Tbk.(Fajar) ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจกระดาษขนาดใหญ่ของอินโดนีเซียและเป็นประเทศที่ต้องการใช้บรรจุภัณฑ์จำนวนมาก
หน่วยงานส่วนกลาง มีภารกิจสนับสนุนการดำเนินงานของทุกธุรกิจในเอสซีจีให้ดำเนินงานด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้นและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ได้นำแนวคิดการ Lean, Automation และ Digital Technology มาใช้ลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการนำออโตเมชันเช่น Robotic Process Automation มาใช้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานกว่าร้อยละ 30 และนำเทคโนโลยีทันสมัยที่ได้รับการยอมรับระดับโลกอย่าง Blockchain ช่วยลดขั้นตอนและต้นทุนในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้มากกว่าร้อยละ 60 ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทรานสฟอร์มที่มุ่งไปสู่การจัดการมาตรฐานระดับโลกในทุก ๆ กระบวนการทำงานนอกจากนี้ เอสซีจียังมีกระบวนการจัดการเพื่อปรับกรอบความคิด และวัฒนธรรมองค์กรให้ทำงานเสมือนเป็นผู้ประกอบการ(Entrepeuneur Mindset) ที่กล้าเสี่ยง รู้ลึก รู้จริง และคำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญ ผ่านการตั้งหน่วยงานสตาร์ทอัพสตูดิโอภายใน ชื่อ Zero to One ส่งผลให้เกิดแนวคิดและนวัตกรรมที่ล้ำหน้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งส่งเสริมการทำ Open Innovation ผ่านหน่วยงาน AddVentures by SCG ที่ดูแลการทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพชั้นนำภายนอกที่ได้รับการยอมรับ เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมให้ลูกค้าในไทยและอาเซียน ตลอดจนเข้าไปลงทุนและสนับสนุนให้สตาร์ทอัพขยายธุรกิจพร้อมเติบโตไปด้วยกัน ส่งผลให้เอสซีจีได้มีโอกาสร่วมเรียนรู้และต่อยอดกับกลุ่มสตาร์ทอัพดังกล่าว ทั้งยังเป็นโอกาสที่จะขยายธุรกิจไปในอุตสาหกรรมหรือตลาดอื่นได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น
 
“ผู้ให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์อย่างครบวงจร” (Packaging Solutions Provider)

เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของบริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด
เอสซีจีเล็งเห็นว่าธุรกิจแพคเกจจิ้งมีศักยภาพที่โดดเด่น และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อไปได้อีกในอนาคต โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนซึ่งมีอัตราการบริโภคและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่าภูมิภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะสำหรับบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม และสินค้าที่ซื้อขายผ่านช่องทาง E-commerce โดยเฉพาะในประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตที่สูงและมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อย่างมากและต่อเนื่องในอนาคต โดยในปี 2561 ตลาดแพคเกจจิ้งในอาเซียนมีมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์
ดังนั้น เพื่อให้เอสซีจีสามารถเร่งสร้างโอกาสและเพิ่มศักยภาพการเติบโตของธุรกิจแพคเกจจิ้งในภูมิภาค ทั้งในด้านฐานการผลิตและการตลาดให้ตอบสนองกับความต้องการในตลาดได้ดีมากยิ่งขึ้น เอสซีจีจึงได้อนุมัติแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ SCGP ไม่เกินร้อยละ 30 ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุนและนำ SCGP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสร่วมลงทุนในธุรกิจที่มีการเติบโตในอนาคต และเพื่อให้ SCGP สามารถระดมทุนมาใช้ในการลงทุนขยายธุรกิจแพคเกจจิ้งของเอสซีจีทั้งในและต่างประเทศให้เติบโตรวมทั้งเพื่อปรับโครงสร้างทางการเงินให้มีความพร้อมในการรองรับการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต อีกทั้ง SCGP ยังจะสามารถระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือหาเงินทุนในรูปแบบอื่น ๆ ผ่านช่องทางของตลาดทุนได้ด้วยตัวเอง และสามารถปรับโครงสร้างการบริหารธุรกิจในอนาคตให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้การบริหารจัดการ การพัฒนา และการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคตของ SCGP มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นและสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยที่เอสซีจีจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และมีอำนาจควบคุม SCGP ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 และ SCGP จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของเอสซีจีเช่นเดิม ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้เอสซีจีได้รับประโยชน์กลับมาจากผลการดำเนินงานของ SCGP ที่มีโอกาสสร้างมูลค่าการเติบโตในอนาคตได้ดียิ่งขึ้นด้วย
ทั้งนี้ ธุรกิจแพคเกจจิ้งของเอสซีจี จะยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาจุดแข็งและสร้างโอกาส ทั้งในด้านนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่มีวัสดุหลากหลายประเภท (Multi-materials) ทั้งกระดาษและพอลิเมอร์ พร้อมการให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integrated packaging solutions provider) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ผ่านการเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำระดับโลก และการควบรวมหรือการซื้อกิจการ (Merger & Acquisition: M&A) ในภูมิภาคอาเซียนที่มีศักยภาพการเติบโตโดยในปี 2562 ได้มีการเข้าซื้อ PT Fajar Surya Wisesa Tbk. ในอินโดนีเซีย และบริษัท วีซี่ แพ็คเกจิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในไทย ตลอดจนการมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่และความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ทั้งในไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์  มาเลเซีย และอินโดนีเซีย รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียนในอนาคต ให้สามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพการผลิตที่ธุรกิจแพคเกจจิ้งมีอยู่ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าชั้นนำระดับสากลได้อย่างครอบคลุมและครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำต่อไป