การปรับตัวเพื่อรอดจากวิกฤติโควิด 19

การปรับตัวเพื่อรอดจากวิกฤติโควิด 19
         เอสซีจี มุ่งปรับตัวฝ่าวิกฤตโควิด 19 ด้วยความรวดเร็ว คุมเข้มมาตรการบริหารจัดการความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ไม่ยอมจำนนต่อความเปลี่ยนแปลง พัฒนาให้องค์กรมีความแข็งแกร่งขึ้น และบุคลากรมีความสามารถมากขึ้น รักษาเสถียรภาพของธุรกิจในระยะยาว ด้วยการมองไปข้างหน้า (Proactive) และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อพัฒนานวัตกรรม และโซลูชันที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการลูกค้ายุค New Normal เพื่อก้าวข้ามทุกความท้าทายและฟื้นคืนสู่ความแข็งแกร่ง เอสซีจียังเตรียมพร้อมรับมือหากสถานการณ์เลวร้ายที่สุด (Prepare for the Worst) และวางแผนสำหรับโอกาสทางธุรกิจที่ เข้ามาได้ทุกเมื่อ (Plan for the Best) ความพร้อมปรับตัวให้ทัน ต่อความเปลี่ยนแปลง วางแผนบริหารจัดการความต่อเนื่องของ ธุรกิจ และลงมือปฏิบัติให้รวดเร็วทันต่อสถานการณ์ คือ กุญแจสำคัญของการเอาชนะวิกฤต
เอสซีจีมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Management-BCM) แม้ไม่ได้อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับตัวทางธุรกิจ ตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา ได้ปรับและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ (Digital Transformation) มาแล้วอย่างต่อเนื่อง จึงสามารถพัฒนาและนำเสนอสินค้า บริการ และโซลูชันที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคธุรกิจอีคอมเมิร์ซและออนไลน์ได้อย่างทันท่วงทีนอกจากนี้ ยังเตรียมพร้อมหาโอกาสทางธุรกิจ รอการฟื้นตัวของตลาด เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวในสถานการณ์การแพร่ระบาด
เอสซีจียึดถือความปลอดภัยของพนักงานและครอบครัวเป็นสำคัญ ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยให้พนักงานสามารถทำงานได้จากที่บ้าน (Work from home ขณะที่พนักงานที่ยังต้องทำงานในโรงงาน (Work on site) เช่น สายการผลิต มีมาตรการ“ไข่แดง ไข่ขาว” หรือแยกผู้ที่ทำงานในสายการผลิตออกจากกลุ่มพนักงานทั่วไป โดยจัดที่พัก อาหาร รถรับส่ง เพื่อไม่สัมผัสกันระหว่างเปลี่ยนกะ ตลอดจนวางแผนกำลังพลเพื่อให้มีพนักงานสำรอง สามารถทำงานทดแทนกันได้ พร้อมส่งมอบสินค้าและบริการให้ลูกค้ามั่นใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งได้พัฒนาสู่ “Hybrid workplace” การทำงานรูปแบบใหม่ที่มีความยืดหยุ่น ด้วยการเลือกทำงานตามสถานที่ที่บริษัทพิจารณาแล้วว่ามีความปลอดภัย แต่ยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรักษามาตรฐานในการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า แม้สถานการณ์โควิด 19 ส่งผลกระทบรุนแรง แต่ก็นำมาสู่การปรับตัวที่ไม่เคยเกิดขึ้น การใช้วิกฤตให้เป็นประโยชน์ เปลี่ยนรูปแบบการทำงานใหม่ จึงถือเป็นโอกาสขององค์กรในการปรับตัว เพื่อให้พร้อมรับกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต


 
      ธุรกิจเคมิคอลส์ ปรับตัวต่อเนื่องเพื่อให้มีผลการดำเนิน งานที่ดี โดยปรับกลยุทธ์เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถ การแข่งขันในตลาดที่ผันผวนและท้าทาย เพิ่มมาตรการเชิงรุก ด้านการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด 19 พัฒนาและใช้ Digital Commerce Platform (DCP) เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลการบริหารจัดการ ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้การส่งมอบสินค้าและบริการแก่ลูกค้า เป็นไปอย่างต่อเนื่องและปลอดภัย มุ่งพัฒนาสินค้าและบริการ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงให้มีสัดส่วนที่สูงขึ้น ทั้งยังเร่งพัฒนาสินค้าให้ ตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อส่งเสริมการรีไซเคิลและ ตอบโจทย์เจ้าของแบรนด์ พร้อมกันนี้ได้เปิดศูนย์ i2P (Ideas to Products Center) ให้ลูกค้าได้เห็นถึงนวัตกรรมสินค้าและบริการ โครงการปิโตรเคมีครบวงจร Long Son Petrochemicals Company Limited ประเทศเวียดนามที่จะเพิ่มขีดความสามารถ ทางการแข่งขันของเอสซีจีในภูมิภาคให้มีศักยภาพมากขึ้น ในระยะยาว เดินหน้าก่อสร้างได้ตามแผน มีการปรับแผนงาน การก่อสร้าง ใช้ระบบตรวจสอบทางไกลและผู้เชี่ยวชาญจาก ภายนอกในการตรวจสอบเครื่องจักรจากประเทศต้นทาง ก่อนที่จะนำเข้ามายังประเทศเวียดนาม ทำให้ดำเนินการได้ ต่อเนื่องและคืบหน้าตามแผนโดยไม่มีการระบาดของ โควิด 19 ในพื้นที่โครงการ


      ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เร่งปรับโมเดลธุรกิจ เพื่อยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างและที่อยู่อาศัย โดยเน้นการ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ โซลูชันและช่องทางค้าปลีกในรูปแบบ Active Omni-channel ที่เชื่อมต่อช่องทางออนไลน์ (SCGHOME.com) และออฟไลน์ (เครือข่ายร้านค้าวัสดุก่อสร้างทั้งหมดของเอสซีจี) เพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุดให้กับลูกค้า แพลตฟอร์ม nocnoc เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับเจ้าของบ้านตาม พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ด้านการขนส่งสินค้า ได้เพิ่มมาตรการเชิงรุกด้านสุขอนามัยในการให้บริการเพื่อให้ ลูกค้ามั่นใจทั้งด้านคุณภาพและความปลอดภัยเมื่อใช้บริการ เทคโนโลยี BIM (Building Information Modelling) และ AR-VR (Augmented & Virtual Reality) สำหรับอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ด้วยแบบจำลองตรวจสอบงานออกแบบก่อนลงมือก่อสร้าง ช่วยทำให้งานรวดเร็วขึ้น ประหยัดงบประมาณ และลดของเสีย จากการก่อสร้าง พร้อมกันนี้ ได้เพิ่มมาตรการเชิงรุกด้านสุขอนามัยในการ ให้บริการ รวมทั้งเผยแพร่องค์ความรู้และมาตรการช่วยลด ความเสี่ยงจากการติดเชื้อโควิด19 ให้คู่ค้าในวงการก่อสร้าง ทั้ง ผู้พัฒนาโครงการ ผู้รับเหมา และช่าง ตลอดจนร้านผู้แทน จำหน่าย เพื่อให้ทุกฝ่ายผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกัน


      ธุรกิจแพคเกจจิ้ง เพื่อก้าวสู่เป้าหมาย ธุรกิจแพคเกจจิ้ง (เอสซีจีพี) มุ่งสร้างสรรค์ โซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์ใหม่ ๆ ตอบสนองความต้องการของ ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น พฤติกรรมการ สั่งอาหารเดลิเวอรี่และการซื้อสินค้าออนไลน์ ด้วยการสร้าง ความเชื่อมั่นด้านสุขอนามัยในการผลิตและการขนส่งบรรจุ ภัณฑ์ในสถานการณ์โควิด 19 รวมทั้งการทำงานร่วมกับลูกค้า อย่างใกล้ชิด ทำให้ปรับกระบวนการส่งมอบสินค้าและ บริการยืดหยุ่นสอดคล้องกับสถานการณ์ ส่งผลให้ธุรกิจของลูกค้าเดินหน้าได้ปพร้อมกับการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพของเอสซีจีพี ในปีที่ผ่านมา เอสซีจีพีได้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ในตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย นับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจด้วยฐานะการเงินที่เข้มแข็งขึ้น เพื่อรองรับแผนงาน การขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต และได้ขยายธุรกิจด้วยการ ควบรวมกิจการ (Merger & Partnership) อาทิ Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (SOVI) ประเทศเวียดนาม ที่ช่วยเสริมธุรกิจให้แข็งแกร่งและเติบโตครอบคลุมภูมิภาคอาเซียน รวมทั้ง เปิดตัว “เอสซีจีพี อินสไปร์ โซลูชันส์ สตูดิโอ” (SCGP-Inspired Solutions Studio) ให้บริการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ที่ตอบความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าและรองรับความต้องการของตลาดในอนาคต
 
นวัตกรรมและความช่วยเหลือจากเอสซีจีในสถานการณ์โควิด 19
ในช่วงวิกฤตโควิด19 แพร่ระบาดรุนแรง บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานหนักมากในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดท่ามกลางความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ด้วยความตระหนักความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลผู้ป่วย เอสซีจีและมูนิธิเอสซีจีจีงได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่มีอยู่ โดยทำงานร่วมกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ พร้อมทั้งสนับสนุนเงินและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ทุกขั้นตอนการทำงาน ตั้งแต่การตรวจคัดกรองผู้ป่วย การตรวจหาเชื้อ
เอสซีจีพัฒนานวัตกรรมป้องกันโควิด 19 ได้ 31 นวัตกรรม อาทิ Modular Screening & Swab Unit, Mobile Isolation Unit, Patient Isolation Capsule, Negative Pressure SWAB Cabinet, Mobile Clinic, Tele-Monitoring, Dent Guard, Modular Bathroom, หุ่นยนต์ส่งอาหารและยาระยะไกล ถุงซักผ้าละลายน้ำได้ เตียงกระดาษถอดประกอบได้ เป็นต้น โดยได้เชื่อมโยงเครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมรวม 230 เครือข่าย ให้เป็นผู้สนับสนุนและกระจายความช่วยเหลือไปยังโรงพยาบาลและหน่วยงานทั่วประเทศจำนวน 979 แห่ง รวมถึงการรับสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ให้ดำเนินการผลิตและติดตั้ง “ห้องตรวจหาเชื้อ (Modular Swab Unit)” ซึ่งเป็นหนึ่งใน “โครงการเครื่องช่วยหายใจและเครื่องมือแพทย์พระราชทาน” ให้แก่โรงพยาบาล 20 แห่งทั่วประเทศ และมูลนิธิชัยพัฒนาส่งมอบ “นวัตกรรมป้องกันโควิด 19 แบบเคลื่อนที่ (Mobile Isolation Unit)” และ “ห้องคัดกรองและห้องตรวจหาเชื้อ (Modular Screening & Swab Unit)”ช่วยเหลือโรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกล ตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เพื่อช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถทำงานได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมูลนิธิเอสซีจี ได้ส่งต่อความห่วงใยไปยังกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดูแล คัดกรอง ให้ข้อมูล เพื่อช่วยชะลอการแพร่ระบาดในระดับชุมชนในช่วงที่ประเทศไทยมีการแพร่ระบาดสูง โดยมอบกระเป๋า (อสม. Kits) ที่บรรจุหน้ากากอนามัย ถุงมือแพทย์เสื้อกันฝน และแอลกอฮอล์เจลให้กับ อสม.ในพื้นที่มีการระบาดสูงกว่า 500 แห่ง