ผนึกพลังพันธมิตร ส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนก้าวสู่ความยั่งยืน

ผนึกพลังพันธมิตร ส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนก้าวสู่ความยั่งยืน
เอสซีจี ดำเนินธุรกิจอย่างสอดคล้องกับเป้าหมายการ พัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ของ องค์การสหประชาชาติ ตามแนวทาง ESG (Environment Social และ Governance) ที่ครอบคลุมมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน ส่งเสริมการ ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และลดภาวะโลกร้อน
การสร้างความยั่งยืนให้เกิดผลสำเร็จนั้น เอสซีจีไม่สามารถ ทำเพียงลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตรร่วมกัน ขับเคลื่อนสร้างต้นแบบ และขยายผลเครือข่ายความสำเร็จ ออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เอสซีจี มุ่งมั่นขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งในไทย และอาเซียนมาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2563 เอสซีจีได้จัดงาน สัมมนาออนไลน์ระดับโลก “SD Symposium 2020” (Sustainable Development Symposium 2020) ภายใต้แนวคิด “Circular Economy : Actions for Sustainable Future” ผนึกกำลังผลักดันหลักเศรษฐกิจ หมุนเวียน ร่วมกับ 180 พันธมิตร ทั้งภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ ชุมชน และเยาวชนคนรุ่นใหม่ ร่วมกันระดมสมองแก้ 4 ปัญหา เร่งด่วนอย่างยั่งยืน คือ 1.แก้ภัยแล้ง ด้วยระบบน้ำหมุนเวียน 2.แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ด้วยการส่งเสริมเกษตร “ปลอดการเผา 100%” และการเข้าถึงเครื่องจักรการเกษตรเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง 3.การจัดการขยะพลาสติกเป็นวาระแห่งชาติ 4.การสนับสนุน วงการก่อสร้างเป็น Green and Clean Construction นอกจากนี้ ทุกธุรกิจยังเดินหน้าขยายเครือข่ายความร่วม มือ อาทิ ธุรกิจเคมิคอลส์ ได้ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน ภาค ประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน (Public Private Partnership for Sustainable Plastic and Waste Management) ตลอดจนความร่วมมือระดับโลก The Ocean Cleanup และ Alliance to End Plastic Waste (AEPW) พันธมิตรเพื่อจัดการพลาสติกใช้แล้ว ที่มีสมาชิกมากกว่า 50 บริษัททั่วโลก ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ ก่อสร้าง ผลักดันเครือข่ายความร่วมมือธุรกิจอุตสาหกรรมก่อสร้าง ไทยด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy in Construction Industry – CECI) เพื่อร่วมกันยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างสู่การ พัฒนาอย่างยั่งยืน และธุรกิจแพคเกจจิ้ง ร่วมกับอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ขยายผลการจัดการขยะชุมชนให้ครบทั้ง 183 ชุมชนในปี 2566 เพื่อสร้างอำเภอบ้านโป่งให้เป็นอำเภอต้นแบบ ที่มีการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิผล พร้อมขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ต่อไป เป็นต้น
นอกจากนี้ ธุรกิจเคมิคอลส์ได้ร่วมมือกับบริษัทรีไซเคิลระดับสากล ผลิตสินค้าพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงชนิดพอลิเอทิลีน (Post-consumer Recycled Polyethylene) จากขยะชุมชน โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผสมสูตรพิเศษของธุรกิจเคมิคอลส์และความร่วมมือจากคู่ธุรกิจระดับโลก ซึ่งเป็นรายแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน EuCertPlast  ในประเทศไทย ธุรกิจเคมิคอลส์ยังส่งเสริมการรีไซเคิลขยะในชุมชนผ่านเว็บแอปพลิเคชัน “KoomKah” (คุ้มค่า) สำหรับบริหารจัดการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธนาคารขยะและส่งเสริมให้ชุมชนแยกขยะมากขึ้น โดยขยายฐานสมาชิกแล้วกว่า 8,000 รายคัดแยกขยะรีไซเคิลได้ถึง 1,493 ตัน ทั้งนี้ ยังมีการร่วมมือกับสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) สนับสนุนการใช้งาน “คุ้มค่า” ในธนาคารขยะในจังหวัดเลย และได้ร่วมมือกับบริษัทในกลุ่มอมตะ พัฒนาระบบการจัดการขยะ KoomKah Smart Manifest สำหรับใช้งานภายในนิคมอุตสาหกรรมที่มีโรงงานกว่า 500 โรงงานแล้วอย่างยั่งยืน โดยนำมาผ่านกระบวนการรีไซเคิลทางเคมี (Chemical Recycling) ได้ผลิตภัณฑ์เป็นวัตถุดิบทางเลือกที่สามารถนำกลับมาเข้าโรงงานโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ เพื่อผลิตเม็ดพลาสติก Green Polymer คุณภาพสูงได้อีกครั้ง โดยปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างโรงงานสาธิตการผลิตแห่งแรกแล้วเสร็จเมื่อปลายปี 2563 และคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการทดลองการผลิตได้ในช่วงต้นปี 2564นอกจากนี้ ธุรกิจยังอยู่ระหว่างการพัฒนาสินค้าใหม่เพื่อตอบโจทย์การนำบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนที่กลับไปรีไซเคิลได้ 100% ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนอีกด้วย
ธุรกิจเคมิคอลส์ร่วมกับหลากหลายองค์กรและภาคีเครือข่ายเพื่อทำภารกิจพิทักษ์ทะเล ตลอดจนความร่วมมือระดับโลก กับ The Ocean Cleanup, Alliance to End Plastic Waste (AEPW) และ Ellen MacArthur Foundation เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาขยะโดยเฉพาะในมหาสมุทรให้ได้อย่างยั่งยืนและเดินหน้าจัดการปัญหาขยะทะเลด้วยนวัตกรรม “ทุ่นกักขยะลอยน้ำ จาก HDPE-Bone” โดยพัฒนาและปรับปรุงจากรุ่นแรก ด้วยการนำพลาสติกเกรดพิเศษ HDPE–Boneมาใช้ทดแทนวัสดุเดิม ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บขยะลอยน้ำ ทนทานต่อรังสียูวี เพิ่มอายุการใช้งาน และสามารถนำกลับมารีไซเคิลตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนติดตั้งแล้ว 37 ชุด ใน 17 จังหวัดทั่วประเทศ และสามารถกักขยะได้กว่า 49 ตัน (ณ สิ้นปี 2563)
ธุรกิจแพคเกจจิ้ง มุ่งมั่นรักษาความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและนำของเสียกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลให้ได้มากที่สุดปัจจุบันมีศูนย์จัดการวัสดุรีไซเคิลจำนวนรวม 68 แห่ง ทั้งในประเทศไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ รวมทั้ง พัฒนาถุงข้าวที่รีไซเคิลได้อย่างสมบูรณ์ครั้งแรกของประเทศ โดยเป็นถุงฟิล์มหลายชั้นที่ผลิตจากพลาสติกพอลิเอทิลีนชนิดเดียว สามารถลดความหนาของถุงลง 18%ลดการใช้เม็ดพลาสติกและพลังงานในการผลิต แต่ยังคงคุณภาพมาตรฐานของถุงข้าว คาดว่าช่วยลดการใช้พลาสติกกว่า 300 ตันต่อปี ลดการปล่อยคาร์บอนได้ นอกจากนี้ เอสซีจีพี ได้ทำให้การจัดการขยะกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค ด้วย “Paper X” แอปพลิเคชั่นซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยนกระดาษและบรรจุภัณฑ์กระดาษใช้แล้ว ให้กลายเป็นคะแนนสะสมเพื่อแลกรับของรางวัล เช่น แลกกระดาษถ่ายเอกสารใหม่ หรือเฟอร์นิเจอร์จากกระดาษรีไซเคิล เพียงแค่สมัครแล้วนำ QR Code มาแสดง ณ จุดรับซื้อ แต่ไม่ใช่แค่เพียงในระดับครัวเรือนเท่านั้น Paper X ยังรองรับการจัดการขยะในระดับองค์กร ด้วยบริการรถรับเศษกระดาษในปริมาณมากๆ พร้อมการจัดการอย่างเป็นระบบ ทำให้การจัดการขยะกลายเป็นเรื่องง่ายแค่เพียงปลายนิ้วว่า 600 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี
ด้านธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้ผลักดันเครือข่ายความร่วมมือองค์กรธุรกิจอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ “Circular Economy in Construction Industry- CECI” โดยเน้นการแลกเปลี่ยนแนวคิดและการนำไปประยุกต์ใช้ในแต่ละธุรกิจ โดยร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์พันธกิจ แนวทางในการนำแนวคิดเศรษกิจหมุนเวียนไปใช้ ซึ่งมีประเด็นหลัก คือ “ร่วมกันยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้าง สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยนำ Circular Economy มาประยุกต์ใช้และเพิ่ความสามารถในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและผลตอบแทนทางสังคม”