เอสซีจีพี เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งในอาเซียน
เอสซีจีพี เริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันที่ 22 ตุลาคม 2563 โดยมีมูลค่า Market Capitalization ประมาณ 150,000 ล้านบาท (ณ ราคาเสนอขาย IPO) และได้ถูกจัดให้อยู่ใน SET 50 โดยได้เงินจากการระดมทุน IPO (รวมการขายหุ้นส่วนเกิน Over-allotment) ประมาณ 40,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการลงทุนขยายกิจการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ใช้ในการปรับโครงสร้างทางการเงินรวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในกิจการ
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความแข็งแกร่งในอาเซียน เอสซีจีพี เข้าซื้อหุ้นสามัญในบริษัท Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (หรือ “SOVI”) ในสัดส่วนร้อยละ94.11 โดยมีราคาห้นุ ละ 171,450 ดอง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,070 พันล้านดอง หรือประมาณ 2,700 ล้านบาท ทั้งนี้ SOVI เป็นหนึ่งในผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษในเวียดนาม การเข้าลงทุนนี้ จะส่งผลให้SCGP สามารถขยายฐานลูกค้าในกลุ่มอาหาร เครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภค อีกทั้งเป็นการเพิ่มสัดส่วนการบูรณาการในแนวตั้งกับโรงงานกระดาษบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ได้ลงนามในสัญญาซื้อหุ้นเพื่อเข้าถือหุ้นในสัดส่วน ร้อยละ 100 ใน Go-Pak UK Limited (หรือ Go-Pak) โดยได้ข้อสรุปของการลงทุนในเดือนมกราคม 2564 Go-Pak เป็นหนึ่งในผู้นำในการให้บริการโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์อาหารในสหราชอาณาจักร ยุโรป และอเมริกาเหนือ และมีฐานลูกค้าเป็นผู้จัดจำหน่ายในภาคธุรกิจการบริการด้านอาหาร ผู้ค้าปลีก และผู้ค้าส่งการเข้าซื้อหุ้น Go-Pak เป็นการขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์อาหารของ เอสซีจีพี ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของฐานตลาดผู้บริโภคของบริษัท และเป็นการขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดสหราชอาณาจักร ยุโรป และอเมริกาเหนือ อีกทั้งเป็นการเสริมศักยภาพในการแข่งขันด้วยการเพิ่มความหลากหลายของโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์อาหาร และขยายฐานการผลิตเพื่อการเติบโตของธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน
นอกจากนี้ เอสซีจีพี ยังได้นำเสนอนวัตกรรมแพคเกจจิ้งหลายชนิด อาทิ บรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์แบบอ่อนตัว (Flexible Packaging) ที่ผลิตจากฟิล์มประกบหลายชั้น แต่ละชั้นเป็นพอลิเมอร์ชนิดเดียวกัน (Multi-layer mono material) สามารถปกป้องสินค้าและทนแรงกระแทกสูง นำกลับมารีไซเคิลเป็นเม็ดพลาสติกและวัสดุอื่นๆ ได้อย่างมีคุณภาพช่วยให้เกิดการหมุนเวียนวัตถุดิบทดแทนกลับเข้าสู่ระบบ OptiSorb-X บรรจุภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติป้องกันออกซิเจนและไอน้ำสูงร่วมกับเทคนิคการดูดซับออกซิเจนในบรรจุภัณฑ์ภายหลังการบรรจุ จึงช่วยคงคุณภาพของสินค้า และยืดอายุการเก็บสินค้าให้ยาวนานขึ้น เหมาะสำหรับ ขนม เบเกอรี่ เนื้อสัตว์แปรรูป ฯลฯ และ Odorlock บรรจุภัณฑ์ควบคุมกลิ่นอาหารไม่ให้แพร่กระจายรบกวนสินค้าอื่น เช่น ทุเรียน ช่วยให้ขนส่งและวางจำหน่ายร่วมกับสินค้าอื่นได้
