2564
จากปัญหาภัยแล้งในปีนี้ที่มีสัญญาณรุนแรงขึ้น มีชุมชนเสี่ยงขาดแคลนน้ำในขั้นวิกฤติกว่า 30,000 ชุมชน ในพื้นที่ภาคเหนือ และอีสาน เอสซีจี จึงร่วมมือมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ สสน. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หอการค้าแห่งประเทศไทย ชวนเครือข่ายขยายผล “เลิกแล้ง เลิกจน” โมเดล เอาชนะปัญหาภัยแล้ง และความยากจน ซึ่งถอดความสำเร็จจากโครงการบริหารจัดการน้ำที่เอสซีจีทำมากว่า 10 ปี ตั้งแต่การสร้างฝายชะลอน้ำกว่า 100,000 ฝาย การทำสระพวง แก้มลิง ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการน้ำชุมชน ในโครงการ “เอสซีจีร้อยใจ 108 ชุมชน รอดภัยแล้ง” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสเอสซีจีครบรอบ 108 ปี ทำให้สามารถพลิกชีวิตความเป็นอยู่ให้กับ 250 ชุมชน 47,500 ครัวเรือน ใน 30 จังหวัด มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า รวมถึงต่อยอดโครงการ “พลังชุมชน” อบรมความรู้ คู่คุณธรรม ให้สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่ม เรียนรู้การตลาด การค้าขาย สร้างรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้ นำมาสู่ บทสรุป “เลิกแล้ง เลิกจน” โมเดล 6 ขั้นตอน ที่พร้อมขยายผลทั่วประเทศ ดังนี้
รู้รักสามัคคี พึ่งตนเอง เรียนรู้ ลงมือทำ แก้ปัญหาด้วยความรู้คู่คุณธรรม
เรียนรู้จัดการน้ำ ด้วยเทคโนโลยี เรียนรู้การจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ เข้าใจสภาพพื้นที่ รู้ความต้องการใช้น้ำของตนเองและชุมชน และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทำแผนที่น้ำ ผังน้ำ วางแผนบริหารสมดุลน้ำ
หาน้ำได้ เก็บน้ำไว้ ใช้น้ำเป็น สร้างแหล่งกักเก็บน้ำ สำรองน้ำกิน น้ำใช้ และน้ำเกษตรให้เพียงพอกับความต้องการใช้ของชุมชน ใช้น้ำซ้ำให้คุ้มค่าด้วยระบบน้ำหมุนเวียน ฟื้นฟูป่าต้นน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุน
ทำเกษตรผสมผสาน บริหารความเสี่ยง โดยปลูกพืชเพื่อกิน เพื่อใช้ เพื่อขาย สร้างรายได้ตลอดทั้งปี ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ทำเกษตรอัจฉริยะ ใช้เทคโนโลยี วางแผนเพาะปลูกให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และภูมิอากาศ เช่น ปลูกพืชใช้น้ำน้อยในพื้นที่แล้ง
เข้าใจตลาด ตรงใจลูกค้า ปลูกพืชที่เป็นความต้องการของตลาด แปรรูปผลผลิตให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการขายผ่านช่องทางตลาดที่เข้าถึงลูกค้า
เศรษฐกิจเพิ่มคุณค่า ชุมชนพัฒนาอย่างยั่งยืน การรวมกลุ่มชุมชนให้เข้มแข็ง จัดการผลผลิตเกษตร การตลาด การจัดการเงินและสวัสดิการ
ตัวอย่างความสำเร็จของชุมชนที่สามารถเลิกแล้ง เลิกจน และมีรายได้ตลอดทั้งปี จนนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สมดุล มั่นคง ล้วนเกิดจากประชาชนลุกขึ้นมาพึ่งพาตนเอง ด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริการบริหารจัดการน้ำอย่างเข้มแข็ง เหมาะสมกับพื้นที่ และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของแต่ละชุมชน เช่น บ้านสาแพะเหนือ จังหวัดลำปาง ที่ในอดีตต้องเจอกับวิกฤติภัยแล้งมาตลอด ชาวบ้านมีรายได้จากการทำนาเพียงปีละครั้ง ชุมชนจึงตัดสินใจรวมตัวกันลุกขึ้นแก้ไขปัญหา เพื่อให้รอดพ้นจากภัยแล้ง และความยากจน โดยมีเอสซีจี และ สสน. เป็นพี่เลี้ยง ตั้งแต่การสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ภูเขา เพื่อกักเก็บน้ำ ทำสระพวง ฝายใต้ทราย เพื่อกักเก็บน้ำทำเกษตรให้มากและนานที่สุด คนในชุมชนต่างช่วยกันคนละไม้ละมือ ทั้งงานก่อสร้าง งานขุดลอก และเปลี่ยนมาเพาะปลูกพืชหลายชนิด อาทิ ถั่วพุ่ม เป็นพืชส่งออกญี่ปุ่น ที่ราคาดี และพืชที่เหมาะกับการใช้น้ำในแต่ละฤดู วันนี้ แต่ละครอบครัว มีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม 3 เท่า สามารถทำเกษตรได้ทั้งปี
เอสซีจีและเครือข่ายพันธมิตรเชื่อมั่นว่า หากชุมชนมีความสามัคคีและลุกขึ้นมาจัดการน้ำแบบพึ่งพาตนเอง โดยใช้ความรู้และเทคโนโลยีในการวางแผนการใช้น้ำ จะช่วยให้มีน้ำสำรองไว้ใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภค และทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน