ญี่ปุ่น
-
- ชื่อ
- พ.ศ.2484 การต่อสู้ดิ้นรนช่วงสงครามเอเชียบูรพา : กองทัพญี่ปุ่นกับปูนซิเมนต์ไทย
- รายละเอียด :
- เมื่อกองทัพญี่ปุ่นเข้ามาตั้งอยู่ในประเทศไทย ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ.2484 ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ.2488 มีผลกระทบโดยตรงกับชาวบริษัทปูนซิเมนต์ไทยใน 2 เรื่องด้วยกันคือ
เรื่องแรก กองทัพญี่ปุ่นต้องการนำปูนซีเมนต์และเหล็กส่วนหนึ่งที่ผลิตได้ไปใช้ในการทำสงคราม ซึ่งบริษัทปูนซิเมนต์ไทยพยายามหลีกเลี่ยงและหน่วยราชการไทยให้การสนับสนุน ทำให้กองทัพญี่ปุ่นได้รับประโยชน์ไม่มากนัก ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นเองได้พยายามตรวจสอบหลายครั้ง แม้กระทั่งใช้แผนจารชนอ้างว่ามาจากฝ่ายสัมพันธมิตรเข้ามาล่อลวงชาวเดนมาร์กแต่ไม่สำเร็จ ชาวเดนมาร์กกลับนำเรื่องไปแจ้งอธิบดีกรมตำรวจเป็นผลให้เจ้าหน้าที่สืบราชการลับฝ่ายกองทัพญี่ปุ่นถูกจับกุมแทน
ในช่วงปลายสงคราม กองทัพญี่ปุ่นส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบที่โรงงานบางซื่อหลายครั้ง โดยยอมรับเงื่อนไขการแจ้งล่วงหน้าก่อนตรวจสอบ 24 ชั่วโมง จึงตรวจไม่พบเรื่องการแอบผลิตซึ่งมากกว่าที่แจ้งกับกองทัพญี่ปุ่นโดยอ้างว่าเครื่องจักรเสีย แต่ในการตรวจครั้งสุดท้าย ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นก็จับได้ โดยยื่นมือไปจับหม้อบดที่อ้างว่าชำรุดแล้วพบว่าเครื่องจักรยังร้อนอยู่ จึงได้มีการรายงานกล่าวหาร้ายแรงกับบริษัทปูนซิเมนต์ไทย แต่ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่ตั้งกรรมการฝ่ายไทยตรวจสอบโดยไปประจำอยู่ที่โรงงานบางซื่อช่วงระยะหนึ่ง ได้ส่งรายงานที่แสดงว่าผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นดูไม่น่าเชื่อถือขึ้นมา สุดท้ายการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทำลายห้องเครื่องแปลงไฟที่บางซื่อลงไป ในวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2487 และทำให้ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นคนนั้นเสนอรายงานได้อย่างมั่นใจว่า โรงงานดังกล่าวไม่สามารถผลิตปูนซีเมนต์ได้อีกต่อไป
เรื่องที่สอง คือการจับกุมชาวเดนมาร์กภายหลังเยอรมนียอมแพ้สงคราม เนื่องจากว่าประเทศเยอรมนีได้ให้มีการทำความตกลงไว้หลายเรื่องระหว่างประเทศเดนมาร์กกับประเทศญี่ปุ่น เมื่อเยอรมนียอมแพ้สงครามรัฐบาลเดนมาร์กได้ประกาศเลิกข้อตกลงทั้งหลายที่มีกับประเทศญี่ปุ่น จึงนำไปสู่แรงกดดันให้จับกุมชาวเดนมาร์กในประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลไทยยินยอมแต่เพียงสั่งยึดอาวุธและเครื่องวิทยุของชาวเดนมาร์ก โดยแจ้งให้ชาวเดนมาร์กและตำรวจเตรียมการโอนทะเบียนสิ่งของที่จะยึดไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นเมื่อถึงเวลาไปยึดสิ่งของจึงไม่ได้สิ่งของใดกลับไป เพราะชื่อเจ้าของปืนและเครื่องรับวิทยุ กลายเป็นชื่อของลูกจ้างคนไทยที่พักอยู่บ้านเดียวกับชาวเดนมาร์กไปแล้ว
ในช่วงปลายสงครามนั้น ฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มส่งฝูงเครื่องบินเข้ามาทิ้งระเบิดในจุดยุทธศาสตร์หลายแห่งและหลายครั้งในประเทศไทย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบริษัทปูนซิเมนต์ไทยคือ ก่อนหน้าการทิ้งระเบิดโรงงานบางซื่อนั้น ทางชาวเดนมาร์กได้รับแจ้งข่าวก่อนล่วงหน้าแล้ว แม้ว่าไม่รู้วันเวลาที่แน่นอน แต่ได้มีการย้ายหม้อแปลงไฟสำรับหนึ่งไปซ่อนไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว นอกจากนี้ฝ่ายสัมพันธมิตรยังเลือกไม่ทิ้งระเบิดที่โรงงานท่าหลวง ซึ่งในขณะนั้นยังผลิตอะไรไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศไทยสามารถผลิตปูนซีเมนต์จำนวนมากออกมาได้ในช่วงหลังสงคราม ซึ่งก็เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรด้วย
- ป้ายคำค้น :
- บางซื่อ , ญี่ปุ่น , ระเบิด , สงครามเอเชียบูรพา , 2484
-
- ชื่อ
- พ.ศ.2484 ญี่ปุ่นบุกไทย
- รายละเอียด :
- กองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าดินแดนประเทศไทย โดยอ้างว่าขอเดินทัพผ่านและรัฐบาลไทยต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายของกองทัพญี่ปุ่นทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ต่อมารัฐบาลไทยประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรจึงเกิดกลุ่มเสรีไทยมาต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น
- ป้ายคำค้น :
- ญี่ปุ่น , สงครามโลก , 2484 , ครั้งที่2
-
- ชื่อ
- พ.ศ.2417 อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์สู่เอเชีย : อุตสาหกรรมและการค้าปูนซีเมนต์ระดับภูมิภาค
- รายละเอียด :
- อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในเอเชียเข้ามามีผลกระทบต่อสังคมไทยมากในช่วงเวลานั้น และที่สำคัญคือปูนซีเมนต์ที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น
โรงงานปูนซีเมนต์แห่งแรกของประเทศญี่ปุ่นก่อตั้งขึ้นโดยรัฐบาลในปี พ.ศ. 2426 ในขณะนั้นใช้ชื่อว่า Asano Cement ในเวลาใกล้เคียงก็มีโรงงานที่ชื่อ Onoda Cement จากรายงานการค้าในสุมาตราของ Rotterdam Internationale Crediet En Handels Vereeniging (บริษัทการค้าของดัชท์ ที่ดำเนินกิจการในเมืองขึ้น ต่อมา พัฒนาเป็นธนาคาร รวมอยู่ใน ABN Amro Bank) ในช่วงปี พ.ศ.2467 ระบุว่า ปูนซีเมนต์ทั้งสองนี้ มีบทบาทในตลาดย่านเมืองขึ้นของดัชท์เป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ยังค้นพบว่า การผลิตในประเทศญี่ปุ่นคึกคักขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเกิดขึ้นของ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด อาทิ Sumitomo Cement Co., Ltd. ก่อตั้งในปี พ.ศ.2450 โดยใช้ชื่อว่า Iwaki Cement Co., Ltd. มาเปลี่ยนชื่อในปี พ.ศ.2506 เป็น Sumitomo Cement Co., Ltd. ในขณะที่ Osaka Cement Co., Ltd. เริ่มต้นในปี พ.ศ.2459 จากการเป็น Cement Division of Osaka Yogyo Co., Ltd. ต่อมาในปี พ.ศ.2537 ทั้ง 2 บริษัทได้รวมกิจการกันเป็น Sumitomo Osaka Cement Co., Ltd.
ในกรณี ของ Mitsubishi Materials Group ซึ่งก่อตั้งบริษัทตั้งแต่ปี พ.ศ.2414 เพื่อทำธุรกิจเหมืองแร่ แต่ได้เริ่มมาผลิตปูนซีเมนต์ในปี พ.ศ.2463 ที่ Kanda Plant ในปัจจุบันคือ Kyushu Plant
มีการนำปูนซีเมนต์ของประเทศญี่ปุ่นเข้ามาขายในภูมิภาคนี้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นตลาดในอาณานิคมของดัชท์ จนถึงเมืองไทย ขณะเดียวกันปูนซีเมนต์จากยุโรปก็เป็นคู่แข่งด้วย โดยเฉพาะก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ว่าจะเป็นจากประเทศอังกฤษ สวีเดน เดนมาร์ก และเยอรมัน
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคอาณานิคมนั้น ประเทศฝรั่งเศสได้เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมขึ้นที่เมืองไฮฟอง (Hai Phong) บริเวณปากแม่น้ำแดง เพื่อทำการผลิตเรือ กระจก Porcelain สิ่งทอ และปูนซีเมนต์ขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2417 (http://www.countryreports.org) แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเริ่มมีการผลิตปูนซีเมนต์ในปีใดที่เมืองนี้ แต่เมืองไฮฟองนี้เป็นท่าเรือสำคัญมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ตรัน (Tran Dynasty, พ.ศ.2311 - 2526) และเป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่ชนต่างชาติตั้งแต่ จีน มองโกล ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส จนถึงสหรัฐอเมริกา ต้องทำการยึดครองหรือโจมตี และยังมีความสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมอีกด้วย เท่าที่หาหลักฐานได้ Gong TY Xi Mang Hai Phong เป็นโรงงานปูนซีเมนต์ที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2442 และมีภาพโปสการ์ดระหว่างอินโดจีนกับประเทศฝรั่งเศสของ Tonkin Cimenterie เป็นภาพโรงงานที่สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ในปี พ.ศ.2452 (ภาพประมูลขาย ebay.fr)
ขณะเดียวกันในอาณานิคมอังกฤษ มีข้อมูลว่า มีโรงงานปูนซีเมนต์ Green Island Cement ที่เกาะฮ่องกง ในปีพ.ศ.2430 โรงงานแห่งนี้ใช้เครื่องจักรของ F.L.Smidth ด้วย (www.flsmidth.com) ทั้งนี้ยังส่งมาขายในมาเลเซีย และครองส่วนแบ่งตลาดนี้ไว้มากที่สุด ตามรายงานของ Sandilands, Buttery & co. เมื่อปี พ.ศ.2464 ในขณะที่โรงงานปูนซีเมนต์ในมาเลเซีย มีคนจีนก่อตั้งขึ้นก่อนบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ราวปี พ.ศ.2449 แต่ไม่ถือว่าเป็นโรงงานปูนซิเมนต์ที่ได้มาตรฐาน ในที่สุดก็เลิกกิจการไป
ในขณะที่หนังสือกราบบังคมทูลของกรรมการบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ต่อรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2460 ตอนหนึ่งว่า "บริษัทนี้กระทำให้ราคาปูนซีเมนต์ต่ำอยู่เสมอ ในสิงคโปร์ และแหลมมลายูของอังกฤษ และในชวา ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีโรงทำซีเมนต์เอง” อย่างไรก็ตามในเอกสารของ Rotterdam Internationale Crediet En Handels Vereeniging จากเมืองปัตตาเวีย ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2466 ให้ข้อมูลตลาดปูนซีเมนต์ในเกาะชวาว่า ยังมีโอกาสสำหรับการนำเข้าปูนซีเมนต์อยู่ แม้ว่าครึ่งปีก่อนมีปูนซีเมนต์ของ Padang Cementworks เข้ามาในตลาดชวาแต่มีคุณภาพต่ำ จากข้อมูลนี้ค้นพบต่อมาว่าในเกาะสุมาตรามีโรงงานซีเมนต์เกิดขึ้นแล้ว NV Nederlandsche Indische Portland Cement Maastschappij (NIPCM) ซึ่งก่อตั้งในปี พ.ศ.2453 และสามารถผลิต ในอีก 3 ปีต่อมา
- ป้ายคำค้น :
- ญี่ปุ่น , 2417 , Asano Cement , Onoda Cement , Green Island Cement , ฮ่องกง , ชวา
-
- ชื่อ
- พ.ศ. 2545 ญี่ปุ่นประสบปัญหาภาคการธนาคารจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
- รายละเอียด :
- ปี 2545 ถือเป็นปีแห่งความเลวร้ายของญี่ปุ่น โดยภาคธนาคารประสบปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จำนวนมาก ตลาดหุ้นซบเซาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งกว่านั้นอัตราว่างงานก็อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 5.5
องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจโพ้นทะเลระบุว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นติดลบร้อยละ 0.7 ในปี 2545 ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิรักซึ่งส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังเป็นปัจจัยที่ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียจับตามองอย่างใกล้ชิด
กองทุนการเงินระหว่างประเทศประมาณการเศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวร้อยละ 0.3 เทียบกับในปี 2544 ที่หดตัวร้อยละ 0.5 รวมทั้งเพิ่มเติมว่า ญี่ปุ่นมีความเสี่ยงจากปัญหาสถาบันการเงิน การว่างงานและภาวะเงินฝืด อีกทั้งประชาชนยังขาดความมั่นใจในเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศเผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำเรื้อรังมาเป็นเวลานาน
ตั้งแต่ต้นปี รัฐบาลญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงตลาดเงินตราระหว่างประเทศ เพื่อหยุดยั้งการแข็งค่าของเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนั้น ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แผนการปฏิรูปภาคธนาคารของรัฐบาล พร้อมเตือนว่าเศรษฐกิจปี 2546 อาจเลวร้ายกว่าปี 2545
- ป้ายคำค้น :
- ญี่ปุ่น , 2545 , เศรษฐกิจญี่ปุ่น
-
- ชื่อ
- พ.ศ. 2546 ญี่ปุ่น-รัสเซียร่วมมือสร้างท่อส่งน้ำมัน
- รายละเอียด :
- ญี่ปุ่น-รัสเซียร่วมมือสร้างท่อส่งน้ำมันจากไซบีเรียไปตะวันออกไกล
ญี่ปุ่นและรัสเซียประกาศความร่วมมือสร้างท่อส่งน้ำมันจากไซบีเรียไปตะวันออกไกล ความยาว 4,000 กิโลเมตร มูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงที่จุนอิชิโร โคอิซูมิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเดินทางไปเยือนกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย ระหว่างวันที่ 9-12 มกราคม 2546 โดยหวังว่าจะช่วยให้ทั้งสองภูมิภาคลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางได้
ทั้งนี้ รัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (รองจากซาอุดิอาระเบีย) โดยมีน้ำมันสำรองประมาณ 60 พันล้านบาเรล และน้ำมันดิบเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่นำรายได้เข้าประเทศถึงร้อยละ 50 ของรายได้ของประเทศ และเป็นที่มาของรายได้ที่นำไปใช้หนี้ต่างประเทศของรัสเซีย
น้ำมันดิบที่ผลิตได้ในรัสเซียร้อยละ 70 ส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยมีผู้ซื้อที่สำคัญ ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนีและสเปน ที่เหลือประมาณร้อยละ 30 นำไปใช้ภายในประเทศ
รัสเซียมีแผนพัฒนาเขตน้ำมันในไซบีเรียและในเกาะสะขะลิน รวมถึงแผนเพิ่มการส่งออกไปสู่ประเทศในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่น เกาหลีและจีน นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับคาซัคสถานในการพัฒนาแหล่งน้ำมันและท่อส่งน้ำมันจากทะเลสาบแคสเปียนไปยังจีน ซึ่งคาดว่าจะเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของรัสเซียในทวีปเอเชีย
ขณะเดียวกันรัสเซียกำลังพัฒนาเทอร์มินัลที่เมืองท่ามูรมันคส์ทางภาคเหนือ และพัฒนาการเชื่อมท่อส่งน้ำมันดรูชบาของตนกับท่อลำเลียงน้ำมันอาเดรียของโครเอเชียเพื่อส่งออกน้ำมันไปยังสหรัฐฯ ในอนาคตอันใกล้
- ป้ายคำค้น :
- ญี่ปุ่น , 2546 , รัสเซีย , ท่อส่งน้ำมัน
-
- ชื่อ
- พ.ศ. 2554 เหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่น
- รายละเอียด :
- เหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่น
วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม 2554 เกิดแผ่นดินไหวซึ่งมีศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากคาบสมุทรโอะชิกะไปทางตะวันตกเฉียงใต้เป็นระยะทางประมาณ 130 กิโลเมตร ที่ระดับความลึกประมาณ 24 กิโลเมตร เป็นแผ่นดินไหวที่เกิดจากการดันตัวของแผ่นเปลือกโลกแปซิฟิคและแผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือ ทำให้เกิดแรงสะเทือนในภาคตะวันออก ภูมิภาคคันโต และชายฝั่งด้านมหาสมุทรแปซิฟิค กินพื้นที่จากเหนือจรดใต้ 500 กิโลเมตร จากตะวันออกจรดตะวันตก 200 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนวัดได้ 9.0 แมกนิจูด
ถือเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่สามารถวัดได้ในญี่ปุ่น และเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ของโลกนับแต่แผ่นดินไหวในอ่าวสุมาตรา และมีความรุนแรงเป็นอันดับ 4 จากแผ่นดินไหวทั้งหมดตั้งแต่ปี 1900 เป็นต้นมา
แผ่นดินไหวครั้งนี้ ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกและรุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินมากที่สุดถึง 6 กิโลเมตร ที่ชายทะเลบริเวณตอนใต้ของจังหวัดอิวาเทะ จังหวัดมิยากิ และตอนเหนือของจังหวัดฟุกุชิมะ ปรากฏคลื่นสึนามิสูง 8-9 เมตร น้ำทะเลขึ้นสูงสุด 40.5 เมตร ชายฝั่งทะเลภูมิภาคโทโฮคุ ซึ่งอยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวต่างได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิ
ผลกระทบร้ายแรงอีกประการหนึ่ง ซึ่งเกิดจากสึนามิ คือความเสียหายที่เกิดกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ซึ่งมีการรั่วไหลของกัมมันตรังสี เบื้องต้นทำให้ประชาชนประมาณ 140,000 คนซึ่งอยู่รอบรัศมี 20 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้าต้องอพยพ ยิ่งกว่านั้น ยังมีโอกาสเกิดอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในระยะยาวสูง
ในช่วงแรกประชากรกว่า 300,000 คนต้องย้ายออกจากบ้านไปอาศัยอยู่ที่อื่น หรือไปอาศัยที่พักพิงชั่วคราวประมาณ 2,400 แห่งในบริเวณใกล้เคียง โดยความต้องการที่พักอาศัยชั่วคราวเพิ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคม ทั้งนี้ รัฐบาลมีแผนสร้างที่พักอาศัยชั่วคราว 8,800 หน่วยในอิวาเตะ 10,000 หน่วยในมิยากิ และ 19,000 หน่วยในฟุกุชิมะ
จากการขาดแคลนไฟฟ้าและเชื้อเพลิง ทำให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างล่าช้า ทั้งเรื่องเสบียงอาหาร น้ำ ยารักษาโรคและอุปกรณ์ทางการแพทย์ นอกจากนั้นยังต้องจัดเตรียมอาหารเพิ่มเติมสำหรับผู้ไม่อพยพ ด้วยเหตุนี้ทำให้มีรายงานว่า ผู้อพยพบางคนได้รับอาหารเพียงมื้อเดียวต่อวัน
เหตุการณ์แผ่นดินไหว สึนามิ และวิกฤติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นหยุดชะงัก โดยปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาในห่วงโซ่การผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ และการขาดแคลนไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออก ทำให้เกิดผลกระทบขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ
ผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนมีนาคมหดตัวสูงมากโดยเฉพาะหมวดยานยนต์ โดยเมื่อวันที่ 12 เมษายน ปี 2554 รัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่า มูลค่าการฟื้นฟูบูรณะอาจสูงกว่า 25 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์) ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของญี่ปุ่นหดตัวลงร้อยละ 3.7 ในไตรมาสแรกของปี 2554
แต่หลังจากผ่านพ้นภัยพิบัติการฟื้นตัวของภาคการผลิตก็เป็นไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยผลผลิตอุตสาหกรรมไตรมาสที่ 3 กลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดภัยพิบัติ นอกจากนี้ เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังได้รับผลดีจากงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือและซ่อมสร้างพื้นที่ประสบภัยของทางการมูลค่า 6 ล้านล้านเยนหรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 1.3 ของ GDP
แม้ปัญหาในภาคการผลิตคลี่คลายลงแต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจต้องเผชิญกับอุปสรรคจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและเงินเยนที่แข็งค่าต่อเนื่อง โดยผลกระทบจากวิกฤตการคลังในกลุ่มประเทศยูโรและสหรัฐฯ ทำให้มีเงินทุนไหลเข้าญี่ปุ่นจำนวนมาก
สาเหตุมาจากการที่นักลงทุนมองว่าสินทรัพย์สกุลเงินเยนมีความเสี่ยงต่ำ (Safe-Haven Currency) ส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นมากสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 75.8 เยนต่อดอลลาร์ ในเดือนตุลาคม
ด้วยเหตุนี้ เดือนพฤศจิกายน กระทรวงการคลังญี่ปุ่น ดำเนินนโยบายแทรกแซงค่าเงินเยนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์จำนวน 9.09 ล้านล้านเยน (117 พันล้านดอลลาร์) แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ความไม่แน่นอนในการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะกลุ่มประเทศยูโร และการแข็งค่าของเงินเยน ยังเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น
- ป้ายคำค้น :
- ญี่ปุ่น , 2554 , แผ่นดินไหว , สึนามิ