2552

  • ชื่อ
    พ.ศ. 2552 IMF ทุ่มเงินช่วยเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่
    รายละเอียด :
    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ทุ่มเงินช่วยเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่

    ในเดือนมกราคม 2552 เศรษฐกิจกลุ่ม G3 อันประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและยุโรป หดตัวอย่างชัดเจน โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ หดตัวลงร้อยละ 6.1 เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวลงร้อยละ 15.2 และเศรษฐกิจยุโรปหดตัวร้อยละ 2.5 ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญมาจากการที่ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายและมีอัตราว่างงานจำนวนมาก

    ก่อนหน้านั้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ทำการทดสอบภาวะวิกฤติของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ 19 แห่ง ผลปรากฏว่ามีถึง 10 แห่งที่ถูกระบุว่าต้องระดมทุนเป็นวงเงินรวม 7.46 หมื่นล้านเหรียญ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปตกลงอย่างรุนแรง ตามมาด้วยการที่บรรษัทประกันเงินฝากแห่งสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ว่า ธนาคารในสหรัฐฯ อยู่ในภาวะล้มละลายถึง 120 รายด้วยกัน

    ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังแถลงในเวลาต่อมาว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและบั่นทอนเสถียรภาพเศรษฐกิจ ทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศนำโดยออสเตรเลียประกาศลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกัน 3 เดือน

    กลางเดือนกุมภาพันธ์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศอัดฉีดเงิน 1.5 แสนล้านเหรียญช่วยเหลือกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกถดถอย

    จากนั้นไม่นาน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 7.87 แสนล้านเหรียญ นอกจากนี้ ที่ประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G20 มีมติอัดฉีดงบประมาณรวม 1.1 ล้านล้านเหรียญเพื่อคลี่คลายวิกฤติการณ์ และยับยั้งเศรษฐกิจโลกจากภาวะถดถอย

    ห้วงเวลาใกล้เคียงกันนี้เอง กลุ่มตลาดเกิดใหม่พร้อมใจกันใช้มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจีน ตัดสินใจนำเงินคงคลังออกมากระตุ้นเศรษฐกิจสูงถึง 5.86 แสนล้านเหรียญ
     
    ป้ายคำค้น :
    2552 , IMF , ช่วยเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่
  • ชื่อ
    พ.ศ. 2552 ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ระบาดทั่วโลก
    รายละเอียด :
    ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ระบาดทั่วโลก

    กลางเดือนมีนาคม องค์การอนามัยโลกรายงานการระบาดของโรคปอดบวมในประเทศเม็กซิโก ซึ่งต่อมาได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าเป็น "ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1 เอ็น1" หรือชื่อย่อว่า "ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009"

    หนึ่งเดือนต่อมา องค์การอนามัยโลกประกาศให้สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในเม็กซิโก เป็นภาวะฉุกเฉินทางด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ตามด้วยประกาศปรับระดับความรุนแรงของการระบาดจากเดิม ระดับ 3 เป็นระดับ 4 คือมีการระบาดอย่างต่อเนื่องในระดับชุมชน จนกระทั่งเป็นระดับ 5 คือ มีการแพร่เชื้อดังกล่าวจากคนสู่คนอย่างน้อย 2 ประเทศในภูมิภาคเดียวกัน แต่ประเทศส่วนใหญ่ยังไม่มีการติดเชื้อ (ระดับสูงสุดคือระดับ 6)

    การระบาดทวีความรุนแรงขึ้นเป็นระดับภูมิภาค โดยข้อมูล ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2552 พบผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช1เอ็น1 จำนวน 4,657 ราย ใน 29 ประเทศ รวมทั้งมีผู้เสียชีวิตด้วย

    12 มิถุนายน 2552 ประกาศเพิ่มระดับการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นระดับสูงสุด คือ ระดับ 6 มีผู้ติดเชื้อ ณ ขณะนั้น 28,774 คน ใน 74 ประเทศ

    สำหรับประเทศไทย ภายหลังพบผู้ติดเชื้อ มีการออกมาตรการเฝ้าระวังโรค ทั้งการเร่งรัดและเพิ่มระดับความเข้มข้นการเฝ้าระวังโรค เตรียมพร้อมด้านการตรวจยืนยันเชื้อทางห้องปฏิบัติการ เตรียมความพร้อมด้านการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วย สำรองเวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ

    มีการให้ข้อมูลประชาชนให้รู้ถึงสถานการณ์และรู้วิธีการป้องกันอย่างถูกต้อง รวมถึงการตรวจผู้โดยสารที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ทั้งนี้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติและแผนแม่บทการเตรียมความพร้อมสำหรับการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ พ.ศ. 2552 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2552
     
    ป้ายคำค้น :
    2552 , ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่-2009 , H1N1
  • ชื่อ
    พ.ศ. 2552 ศาลปกครองกลางระงับ 67 โครงการลงทุนที่มาบตาพุด
    รายละเอียด :
    ศาลปกครองกลางระงับโครงการลงทุน 76 โครงการที่มาบตาพุด

    เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2552 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับการลงทุน 76 โครงการในพื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง หลังจากสมาคมต่อต้านภาวะโลกร้อน กับกลุ่มผู้สนับสนุน ยื่นฟ้องหน่วยงานภาครัฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้องรวม 8 ราย ฐานละเลยต่อการปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 67 วรรค 2 โดยปล่อยให้มีการอนุมัติโครงการลงทุนเดินหน้าต่อไป

    คำสั่งศาลดังกล่าวส่งผลต่อการลงทุนในประเทศ เมื่อนักลงทุนและผู้ประกอบการต่างเกิดความไม่เชื่อมั่น บางรายชะลอการลงทุน เบื้องต้นมีการประเมินมูลค่าความเสียหายสูงกว่า 4 แสนล้านบาท

    ต่อมา สำนักงานอัยการสูงสุดในฐานะตัวแทนหน่วยงานภาครัฐยื่นอุทธรณ์เรื่องดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อชะลอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวออกไปก่อน ขณะที่รัฐบาลตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่าย มีคุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อหาทางออกเสนอต่อรัฐบาล

    วันที่ 2 ธันวาคม 2552 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้แก้ไขคำสั่งศาลปกครองกลาง ให้ 11 โครงการดำเนินการต่อไปได้ ส่วนอีก 65 โครงการให้เป็นไปตามคำสั่งศาลจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งเป็นอย่างอื่น
     
    ป้ายคำค้น :
    2552 , มาบตาพุด
  • ชื่อ
    พ.ศ. 2552 เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในกทม.
    รายละเอียด :
    เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในกทม.

    12-13 เมษายน 2552 เกิดเหตุความไม่สงบในกรุงเทพฯ จากการที่ประชาชนบางกลุ่มออกมาขัดขวางการจราจรตามถนนสายสำคัญๆ ทั่วกรุงเทพฯ มีการนำรถบรรทุกก๊าซแอลพีจี มาจอดขวางถนนบริเวณแยกดินแดง และการขู่เผาพื้นที่ย่านถนนเพชรบุรี ซอย7 และตลาดนางเลิ้ง ทำให้การปะทะมีชาวบ้านเสียชีวิต 2 ราย จนรัฐบาลต้องประกาศพ.ร.บ.ฉุกเฉินเพื่อควบคุมสถานการณ์ในช่วงสงกรานต์
     
    ป้ายคำค้น :
    เหตุการณ์ความไม่สงบ , 2552 , พ.ร.บ.ฉุกเฉิน
  • ชื่อ
    พ.ศ. 2552 รัฐบาลให้สัตยาบันรับรองปฏิญญามะนิลา
    รายละเอียด :
    รัฐบาลให้สัตยาบันรับรองปฏิญญามะนิลาว่าด้วยอุตสาหกรรมสีเขียว

    ประเทศไทยมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ตามที่ได้ให้สัตยาบันรับรองปฏิญญาโจฮันเนสเบิร์ก เมื่อปี 2545 และปฏิญญามะนิลาว่าด้วยอุตสาหกรรมสีเขียว เมื่อปี 2552

    โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนดยุทธศาตร์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยดำเนินการเชิงรุก มุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เติบโต และพัฒนาอย่างยั่งยืน

    มีการริเริ่มโครงการอุตสาหกรรมสีเขียวขึ้น เพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมให้มีการประกอบการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสังคม ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมมีภาพลักษณ์ที่ดี น่าเชื่อถือ และประชาชนไว้วางใจ และเกิดการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมสีเขียวของประเทศ (Green GDP) มีมูลค่าสูงขึ้นด้วย

    ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมกับทุกหน่วยงานและสถาบันเครือข่าย โดยเฉพาะสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ส่งเสริมให้สถานประกอบการทั่วประเทศใส่ใจเรื่องการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พัฒนาต่อเนื่องสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว 5 ระดับ ประกอบด้วย

    ระดับที่ 1 ความมุ่งมั่นสีเขียว (Green Commitment) คือ ความมุ่งหวังที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีการสื่อสารภายในองค์กรให้ทราบโดยทั่วกัน

    ระดับที่ 2 ปฏิบัติการสีเขียว (Green Activity) คือ การดำเนินกิจกรรมเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้สำเร็จตามความมุ่งมั่นที่ตั้งไว้

    ระดับที่ 3 ระบบสีเขียว (Green System) คือ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ มีการติดตาม ประเมินผล และทบทวนเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการได้รับรางวัลด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นที่ยอมรับ และการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ

    ระดับที่ 4 วัฒนธรรมสีเขียว (Green Culture) คือ การที่ทุกคนในองค์กรให้ความร่วมมือร่วมใจดำเนินงานอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในทุกด้านของการประกอบกิจการ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร

    ระดับที่ 5 เครือข่ายสีเขียว (Green Network) คือ การแสดงถึงการขยายเครือข่ายตลอดห่วงโซ่อุปทานสีเขียว โดยสนับสนุนให้คู่ค้าและพันธมิตรเข้าสู่กระบวนการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวด้วย
     
    ป้ายคำค้น :
    2552 , ปฏิญญามะนิลา , อุตสาหกรรมสีเขียว
  • ชื่อ
    พ.ศ. 2552 รัฐบาลริเริ่มโครงการไทยเข้มแข็ง
    รายละเอียด :
    รัฐบาลริเริ่มโครงการไทยเข้มแข็ง

    ผลจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ทำให้เศรษฐกิจไทยตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2551 หดตัวลงร้อยละ 4 ตามด้วยการถดถอยมากขึ้นในไตรมาสต่อมา คณะรัฐบาลที่เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศจึงกำหนดการมุ่งไปสู่การฟื้นเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายแรก

    เริ่มจากมาตรการระยะสั้น Stimulate Package โดยอนุมัติจากงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปีงบประมาณ 2552 หรืองบกลางจำนวน 116,700 ล้านบาทเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อประชาชนในช่วงแรก

    จากนั้นตามมาด้วย Stimulate Package 2 หรือโครงการปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง วัตถุประสงค์คือ เป็นแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะปานกลาง 2-3 ปี ตั้งเป้าทำให้เกิดการจ้างงาน 1-1.5 ล้านคนในช่วง 3 ปี วงเงินลงทุน 1.43 ล้านล้านบาทหรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15 ของ GDP ในช่วงเวลา 3 ปี (พ.ศ. 2553-2555 )

    มาตรการดังกล่าวทำให้รัฐต้องก่อหนี้สูงสุดในวงเงินถึง 800,000 ล้านบาท ผ่านการออก 1.พระราชกำหนด (พ.ร.ก. )ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินจำนวน 400,000 ล้านบาทและ 2.พระราชบัญญัติ เพื่อให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินอีกจำนวน 400,000 ล้านบาท มุ่งเน้นการลงทุนและเสริมสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เช่น ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน เป็นต้น 
     
    ป้ายคำค้น :
    2552 , โครงการไทยเข้มแข็ง
  • ชื่อ
    พ.ศ. 2552 เพิ่มมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในโครงการที่มาบตาพุด
    รายละเอียด :
    เพิ่มมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในโครงการที่มาบตาพุด

    ศาลปกครองมีคำสั่งให้หน่วยงานราชการระงับโครงการหรือกิจกรรม 76 โครงการในพื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียงเป็นการชั่วคราวเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2552 ต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม 2552 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนยันให้ระงับโครงการส่วนใหญ่ตามคำสั่งศาลปกครองกลาง

    ทั้งนี้ โครงการลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวมีโครงการของ SCG Chemicals จำนวน 20 โครงการ ได้รับการยกเว้นเพียง 2 โครงการ ทำให้อีก 18 โครงการที่เหลือไม่สามารถดำเนินการต่อได้ ส่วนใหญ่เป็นโครงการขยายการผลิตหรือขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการ และเป็นโครงการของบริษัทร่วมทุน คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 57,500 ล้านบาท
    เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว SCG Chemicals จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาสู่ความยั่งยืน ตั้งเป้าการบริหารจัดการให้เหนือกว่ามาตรฐานที่รัฐกำหนด โดยมุ่งพัฒนาด้านความปลอดภัย สุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อม ให้เป็นต้นแบบด้านการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และสะท้อนถึงการดำเนินงานภายใต้หลักบรรษัทภิบาล

    เป้าหมายสำคัญ ประกอบด้วยเรื่อง Zero Discharge ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas – GHG) และออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) สารอินทรีย์ระเหย (VOCs) ควบคุมให้ปล่อยน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย (Zero emission) ส่วนกากของเสียจากอุตสาหกรรมจะลดการฝังกลบ มุ่งสู่การเป็น Zero Landfill ด้านระบบการจัดการโรงงานจะเพิ่มประสิทธิภาพระบบจัดการตามมาตรฐานระดับโลก โดยตั้งเป้าไว้ที่ EPAP (Environmental Performance Assessment Program) ระดับ 5

    กำหนดการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่ Green Manufacturing มีการควบคุมมวลสารทางอากาศ มีการจัดการเตาเผา (Furnace) และหม้อต้มไอน้ำ (Boiler) เพื่อลด NOx และ CO2 โดยในด้านการตรวจติดตามผลจะมีระบบตรวจวัดการระบายมูลสารจากปล่อง (Continuous Emission Monitoring System; CEMS) เพื่อวัดค่าตลอด 24 ชั่วโมง และมีการตรวจวัดคุณภาพอากาศทุก 6 เดือน โดยหน่วยงานกลางที่ได้รับการรับรองจากกรมโรงงาน

    การจัดการหอเผาก๊าซส่วนเกิน (Flare) เพื่อลดการปล่อย CO2 โดยมาตรการป้องกัน ได้แก่ การติดตั้งฉนวนป้องกันเสียง ติดตั้งหัวฉีดไอน้ำแบบใหม่ให้เกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ และติดตั้งหัวเผา 2 ชุด ติดตามผลด้วยกล้องวงจรปิดที่เฝ้าสังเกตการเผาไหม้

    มีการจัดการการปล่อยสารอินทรีย์ระเหย (VOCs) โดยทำการสำรวจแหล่งกำเนิด ดำเนินการปรับปรุง และตรวจสอบติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ

    รวมทั้งการวางระบบการส่งไฮโดรคาร์บอนระหว่างโรงงานในเครือ เพื่อรีไซเคิลกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตแทนการเผาทิ้ง ซึ่งบริษัทเป็นผู้พัฒนาขึ้นเองเป็นอุตสาหกรรมแรกของประเทศไทย

    นอกจากนี้ ยังมีการควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งก่อนปล่อยสู่ภายนอกตามหลักการ 3R ส่วนการควบคุมกากของเสียได้ส่งไป Recovery โลหะมีค่าไปยังบริษัทที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการส่งกำจัดกับบริษัทที่ได้รับอนุญาตจากกรมโรงงาน นำระบบติดตามรถ (GPS) มาใช้งาน มีการตรวจสอบปริมาณ ต้นทางและปลายทาง ไปจนถึงการออกแบบโรงงานให้เป็นพื้นคอนกรีต เพื่อป้องกันการซึมของสารเคมีกรณีเกิดเหตุรั่วไหลลงสู่พื้นดินและน้ำใต้ดิน อีกทั้งยังจัดให้มีเขื่อนและคันกั้นบริเวณที่เก็บสารเคมีเพื่อรองรับการหกรั่วไหลได้ทั้งหมด และมีการดูแลด้านความปลอดภัยเทียบเท่าประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ   
    ป้ายคำค้น :
    2552 , มาบตาพุด , Zero-Discharge , Zero-Landfill , Green-Manufacturing
  • ชื่อ
    พ.ศ. 2552 การรวม "ตราช้าง" ของสินค้า
    รายละเอียด :
    การรวม "ตราช้าง" ของสินค้า

    ภายใต้วิสัยทัศน์การบริหารจัดการแบรนด์เพื่อประโยชน์สำหรับการทำตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ SCG ได้รวมวัสดุก่อสร้างที่ใช้สัญลักษณ์ตราช้างทั้งหมด 15 ประเภท ที่เดิมมีความแตกต่างกัน มาเป็นแบรนด์ใหม่ใช้สัญลักษณ์ “ตราช้างหกเหลี่ยม” ตามด้วยคำว่า “ตราช้าง” เป็นการสร้างเอกลักษณ์และความชัดเจน เชื่อมโยงแบรนด์สินค้าเข้ากับแบรนด์องค์กรอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนถึงความรับรู้เรื่องคุณภาพที่เป็นเลิศ การมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าและบริการที่เน้นนวัตกรรมตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

    การจัดรวมให้ “ตราช้าง” เป็นแบรนด์หลักนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมทางการตลาดหรือการเปลี่ยนโลโก้ แต่เป็นการปรับแนวคิด รวมถึงการทำงานแบบเดิมทั้งหมด

    สำหรับตลาดในประเทศ การใช้แบรนด์ “ตราช้าง” ช่วยให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ และเชื่อมโยงกับสินค้ากับ SCG ได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญคือ เพิ่มความสะดวกในการซื้อสินค้าวัสดุก่อสร้าง เพราะมีสินค้าและโซลูชั่นที่สามารถสร้างบ้านได้ทั้งหลัง ตั้งแต่ปูนซีเมนต์ หลังคา ฝ้าผนัง วัสดุทดแทนไม้ ท่อ ฉนวนกันความร้อน กันเสียง ฯลฯ

    สำหรับตลาดต่างประเทศ การรวมแบรนด์ “ตราช้าง” เป็นกลยุทธ์สำคัญในการช่วยผลักดันให้เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง พร้อมสำหรับการบุกตลาดอาเซียน

    แบรนด์ “ตราช้าง” ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ตราช้าง หลังคาทุกประเภท ได้แก่ หลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์ตราช้าง หลังคาคอนกรีตตราช้างซีแพคโมเนีย หลังคาเซรามิคตราช้าง และหลังคาโปร่งแสงตราช้าง ไม้สังเคราะห์ตราช้างสมาร์ทวูด ฝ้าผนังตราช้างสมาร์ทบอร์ด พื้น รั้ว ผนัง และสินค้าตกแต่งสวน แลนด์สเคปตราช้าง ท่อและอุปกรณ์พีวีซีตราช้าง ฉนวนกันความร้อนตราช้าง ฉนวนกันเสียง Cylence จากตราช้าง
     
    ป้ายคำค้น :
    2552 , ตราช้าง
  • ชื่อ
    พ.ศ. 2552 ขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง
    รายละเอียด :
    ขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง

    1. เริ่มผลิตและจัดจำหน่ายของโรงงานผลิตกระดาษคราฟท์ในเวียดนาม

    การขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียนมีความคืบหน้าที่สำคัญคือ การเริ่มผลิตและจัดจำหน่ายของโรงงานผลิตกระดาษคราฟท์ในประเทศเวียดนาม มูลค่าการลงทุนเกือบ 6,000 ล้านบาท ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2552

    นอกจากนั้น ธุรกิจกระดาษ โดย SCG Paper ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดในบริษัท New Asia Industries Co., Ltd. ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายกล่องกระดาษลูกฟูกรายใหญ่ในประเทศเวียดนาม มูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 770 ล้านบาท

    2. ร่วมทุนกับ Qatar Petroleum International

    ธุรกิจเคมีภัณฑ์ ทำการศึกษาข้อมูลทั้งด้านการลงทุนและโครงสร้างทางการเงิน สำหรับโครงการปิโตรเคมีครบวงจรในตอนใต้ของประเทศเวียดนาม ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายธุรกิจไปยังประเทศที่มีความเติบโตทางเศรษฐกิจและความต้องการผลิตภัณฑ์ในระดับสูง รวมทั้งได้ลงนามในกรอบความตกลงร่วมทุนกับ Qatar Petroleum International องค์กรรัฐวิสาหกิจของประเทศกาตาร์ เพื่อเข้ามาเป็นผู้ร่วมทุนและเสริมศักยภาพการจัดหาวัตถุดิบให้กับโครงการ

    3. ขยายสำนักงานการค้าต่างประเทศ

    SCG ได้ขยายสำนักงานการค้าต่างประเทศ ไปยังประเทศโปแลนด์ รัสเซียและแอฟริกาใต้ ภายใต้บริษัทค้าสากลซิเมนต์ไทย ซึ่งดูแลการค้าในต่างประเทศ โดยสร้างเครือข่ายการค้าเพิ่มขึ้นอีก 17 สาขา ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดย ณ สิ้นปี 2552 มีสำนักงานสาขา 35 แห่งใน 22 ประเทศ ทั้งยังพยายามขยายฐานส่งออกไปสู่ตลาดใหม่ๆ ที่มีโอกาสขยายตัว อาทิ ตะวันออกกลางและแอฟริกา

    นอกจากนั้น ธุรกิจเคมีภัณฑ์ ยังตั้งสำนักงานสาขาที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อผลักดันยอดขายสินค้าในยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา รวมทั้งขยายตลาดไปยังกว่า 100 ประเทศทั่วโลก
     
    ป้ายคำค้น :
    เวียดนาม , 2552 , โรงงานผลิตกระดาษคราฟท์ , Qatar-Petroleum-International , สำนักงานการค้าต่างประเทศ
  • ชื่อ
    พ.ศ. 2552 SCG eco value สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    รายละเอียด :
    SCG eco value สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    SCG ยึดหลักการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทั้งในกระบวนการผลิตสินค้าและการให้บริการ การฟื้นฟูและปรับปรุงทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการส่งเสริมให้ผู้ขายและผู้ให้บริการกับ SCG มีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม

    ทั้งนี้ แนวโน้มสำคัญของเรื่องดังกล่าว คือ ผู้บริโภคสนใจผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นที่ต้องการในตลาดมากขึ้นเป็นลำดับ หลายประเทศมีการออกฉลากรับรองผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมโดยองค์กรหรือสถาบันระดับประเทศ เช่น กลุ่มประเทศ EU มีสัญลักษณ์ EU Flower สหรัฐอเมริกา มีสัญลักษณ์ Green Seal หรือญี่ปุ่น มีสัญลักษณ์ Eco Mark สำหรับประเทศไทย ก็มีฉลากเขียว นอกจากนี้ บริษัทผู้ผลิตชั้นนำที่มีชื่อเสียงระดับโลกบางแห่งยังกำหนดมาตรฐานรับรองสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของตนเอง

    สำหรับประเทศไทย SCG เป็นบริษัทไทยรายแรกที่ออกฉลากรับรองนวัตกรรมสินค้าและบริการ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของบริษัท ภายใต้ชื่อ “SCG eco value” ทั้งนี้เพี่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้บริโภค และผู้ใช้บริการ โดยคำนึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป

    คุณสมบัติสำคัญของสินค้าหรือบริการที่สามารถใช้ฉลาก SCG eco value คือ ต้องผลิตจากกระบวนการพิเศษที่ต่างจากกระบวนการปกติ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และดีกว่าสินค้าทั่วไป โดยอ้างอิงตามมาตรฐาน ISO 14021 ทั้งยังต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองและรับรองจากคณะกรรมการของ SCG

    SCG eco value แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
    1. ผลิตภัณฑ์ที่มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco Process)
    2. ผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด (Eco Use)
    3. ผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาเวียนใช้ใหม่ได้ (Eco Recycle)

    ในช่วงแรก สินค้าที่ผ่านการรับรองฉลาก SCG eco value มี 87 รายการ สินค้า บริการ และกระบวนการผลิต อาทิ

    สินค้าที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น กระดาษ Idea Green ที่ลดการใช้ต้นไม้ลงถึงร้อยละ 30 โดยใช้เยื่อ Eco Fiber ที่ได้จากเศษวัสดุเหลือทิ้งจากผลผลิตทางการเกษตร หรือ Green Series ที่ไม่ได้ใช้เยื่อจากไม้ใหม่เลย ใช้ Eco Fiber ทั้งหมด

    สินค้าวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ไม้สมาร์ทวูด แผ่นผนังและฝ้าสมาร์ทบอร์ด เป็นผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ที่ใช้เยื่อเซลลูโลส ปราศจากแอสเบสตอสในกระบวนการผลิต ช่วยลดการใช้ไม้จากธรรมชาติได้มากกว่าร้อยละ 90

    ผลิตภัณฑ์ประหยัดน้ำของ COTTO ทั้งสุขภัณฑ์และก๊อกน้ำ สุขภัณฑ์ COTTO Dual Flush รุ่นประหยัดน้ำ 3 / 4.5 ลิตร ประหยัดน้ำสูงกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมถึงร้อยละ 25 ก๊อกน้ำ COTTO ซึ่งมีอัตราการไหลของน้ำน้อยกว่า 4.7 ลิตรต่อนาที ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่ามาตรฐานฉลากเขียวถึงร้อยละ 21 และยังใช้วัตถุดิบทองเหลืองในการผลิตน้อยลงร้อยละ 60 รวมถึงกระเบื้อง COTTO ที่ใช้วัตถุดิบจากวัสดุรีไซเคิลถึงร้อยละ 60

    ผลิตภัณฑ์ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า เช่น ฉนวนกันความร้อนตราช้าง Green 3 นอกจากช่วยประหยัดไฟฟ้าจากการใช้เครื่องปรับอากาศได้ถึงร้อยละ 47 แล้วยังใช้เศษแก้วในการผลิตทดแทนทรายช่วยลดปริมาณขยะ, ระบบหลังคาเย็นของซีแพคโมเนียช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องปรับอากาศได้ถึงร้อยละ 40

    บริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การให้บริการจัดส่งสินค้าของ SCG Logistics เป็นการใช้พาหนะที่มีอัตราการใช้น้ำมันน้อย ลดการขนส่งเที่ยวเปล่าให้มากที่สุด และรวมเที่ยวส่งสินค้า ช่วยลดการใช้พลังงาน ลดมลภาวะและลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ 3,240 เมตริกตันต่อปี เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 108,000 ต้นต่อปี จากปริมาณการขนส่ง 27,000,000 ตัน

    กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ระบบผลิตไฟฟ้าจากความร้อนทิ้ง ซึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ถึงปีละ 1,600 ล้านบาท ทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกปีละ 300,000 เมตริกตัน หรือเทียบได้กับการปลูกต้นไม้ 10 ล้านต้น ในกระบวนการผลิตเม็ดพลาสติก เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยการลดปริมาณกากของเสียและนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม 
     
    ป้ายคำค้น :
    2552 , eco-value
  • ชื่อ
    พ.ศ. 2552 โครงการเพื่อสังคมประสบความสำเร็จและขยายสู่วงกว้าง
    รายละเอียด :
    โครงการเพื่อสังคมประสบความสำเร็จและขยายสู่วงกว้าง

    SCG ดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรมต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย และถือมั่นในอุดมการณ์ โดยมุ่งสนับสนุนกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และเสริมสร้างประโยชน์สุขของชุมชนและสังคมที่เข้าไปดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศไทยและอาเซียน ด้วยการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสังคมด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดมา

    ตัวอย่างการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพของเยาวชน มีทั้งด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กีฬาและศิลปะ ผ่านทางกิจกรรมต่างๆ อาทิ มอบเงินสนับสนุนให้แก่มูลนิธิและองค์กรสาธารณกุศล มอบทุนเรียนดีเยี่ยมแก่นิสิตนักศึกษาที่มีผลการเรียนเป็นเลิศ มอบทุนการศึกษา “SCG Sharing the Dream” สำหรับเยาวชนอาเซียน และโครงการฝึกงานภาคฤดูร้อน “SCG Excellent Internship Program”

    มีการจัดตั้ง “SCG Badminton Academy” เพื่อพัฒนาทักษะความสามารถนักแบดมินตันเยาวชนให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศด้วยมาตรฐานสากลเป็นแห่งแรกในประเทศไทย การจัดประกวดหุ่นยนต์กู้ภัย (Thailand Rescue Robot Championships) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเยาวชนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี

    มีการส่งเสริมให้พนักงานและผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี ทำประโยชน์ให้กับชุมชนและสังคม เพื่อให้เติบโตเคียงคู่กันไปอย่างยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนให้พนักงานมีส่วนร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ เพื่อชุมชนและสังคมอย่างสม่ำเสมอ

    ยิ่งกว่านั้น SCG ได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์น้ำอย่างต่อเนื่อง จึงดำเนินโครงการ “SCG รักษ์น้ำเพื่ออนาคต” ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ด้วยการสนับสนุนชุมชนสร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อคืนสมดุลสู่ธรรมชาติ ตลอดจนช่วยพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน

    จนถึงปี 2552 SCG ได้ร่วมกับชุมชนและเครือข่ายกัลยาณมิตรสร้างฝายชะลอน้ำกว่า 16,000 ฝาย และยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนการ “สร้างฝายในใจคน” ที่ไม่ใช่เพียงการสร้างและฟื้นฟูฝายชะลอน้ำให้คงอยู่อย่างยั่งยืนเท่านั้น แต่มุ่งสร้างจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์น้ำให้หยั่งรากลึกลงในใจของคนในชุมชน และสังคม เพื่อสร้างให้ชุมชนเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืนสืบไป
     
    ป้ายคำค้น :
    2552 , SCG-Sharing-the-Dream , SCG-Excellent-Internship-Program , SCG-Badminton-Academy , Thailand-Rescue-Robot-Championships , SCG-รักษ์น้ำเพื่ออนาคต , ฝาย
  • ชื่อ
    พ.ศ. 2552 ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์พลังงาน ระดับดีเด่น "ฉลากทอง" เป็นแห่งแรกของประเทศ
    รายละเอียด :
    ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์พลังงาน ระดับดีเด่น "ฉลากทอง" เป็นแห่งแรกของประเทศ

    อาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัทค้าสากลซิเมนต์ไทย หรือ SCT ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “อาคาร 5” ที่สำนักงานใหญ่ บางซื่อ ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์พลังงาน ระดับดีเด่น "ฉลากทอง" เป็นแห่งแรกของประเทศ จากกรมพัฒนาพลังงาน กระทรวงพลังงาน ปี 2552

    อาคารดังกล่าวปรับปรุงใหม่จากอาคารเดิมที่มีอายุ 34 ปี โดยใช้งบประมาณ 12 ล้านบาท ให้กลายเป็นอาคารอนุรักษ์พลังงาน มีชื่อเรียกใหม่ว่า SCT Green Elephant Building

    อาคาร SCT Green Elephant Building ห่อหุ้มด้วยวัสดุหนา ถึง 4 ชั้น ชั้นแรก (ด้านในสุด) เป็น Styrofoam วัสดุประหยัดพลังงานชนิดใหม่ของโลกฉาบด้วยปูนเสือมอร์ตาร์สูตรพิเศษ ยึดกับผนังอาคารเดิม เป็นวัสดุใหม่ซึ่ง SCT นำเข้าจากสหรัฐฯ ชั้นที่สองเป็น วัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์ (สมาร์ทวูด) ชั้นที่สามเป็น ไฟเบอร์กลาส และชั้นที่สี่เป็นโครงคร่าวเหล็ก

    บริเวณผนังอาคารติดตั้งอะลูมิเนียมเป็นชายคา ทำมุม 45 องศา เพื่อสะท้อนแสงแดดบางส่วน และเปลี่ยนกระจกอาคารทั้งหมดเป็นกระจก 2 ชั้นที่มีช่องว่างอากาศตรงกลางนำเข้าจากจีน รวมถึงติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ซึ่งช่วยผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณร้อยละ 3 ของการใช้ในแต่ละวัน

    อาคารอนุรักษ์พลังงานระดับ ฉลากทอง ของกระทรวงพลังงาน พิจารณาให้คะแนนจาก 9 หัวข้อ ประกอบด้วย 1. สถานที่ตั้งอาคาร 2. ผังบริเวณและงานภูมิสถาปัตย์ 3. เปลือกอาคาร 4. ระบบปรับอากาศ 5. ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง 6. พลังงานทดแทนและการจัดการพลังงาน 7. ระบบสุขาภิบาล 8. วัสดุและการก่อสร้าง และ 9. เทคนิคการออกแบบและกลยุทธ์ประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม

    นอกจากนี้ อาคารดังกล่าว ยังได้รับรางวัลอื่นด้วยเช่น อันดับ 1 รางวัล Thailand Energy Award ปี 2553, รองชนะเลิศอันดับ 1 รางวัล ASEAN Energy Award ประเภท Retrofit building ปี 2553 และ Platinum level LEED ปี 2555
     
    ป้ายคำค้น :
    2552 , SCT-Green-Elephant-Building , ฉลากทอง