เจ้าพระยายมราช
-
- ชื่อ
- พ.ศ.2455 ความร่วมมือและการต่อสู้กับเดนมาร์ก
- รายละเอียด :
- “จะทำอย่างไรจึงจะให้เป็นบริษัทไทยขึ้นได้ ความจริงไม่ได้คิดว่าจะรีบตั้งขึ้นในทันทีเช่นนี้…ก็จะค่อยคิดตั้งบริษัทพวกไทยๆ มาทำ มิได้เกี่ยวข้องแก่พระคลังข้างที่อย่างใดอย่างหนึ่ง....และข่าวทางโน้นเขาก็คิดกระชั้นชิดเข้าทุกที่ เจ้าพระยายมราชจึงได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอให้พระคลังข้างที่ช่วย 500,000 บาท ก็พระราชทานพระบรมราชานุญาต....”
ตอนหนึ่งของจดหมายบันทึกเรื่องตั้งบริษัทซีเมนต์ (ลับเฉพาะ) ของเจ้าพระยายมราช ระบุถึงความยุ่งยากในการตั้งบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ไว้อย่างน่าสนใจ
ชาวเดนมาร์กที่ชื่อ Aage Westenholz และ East Asiatic บริษัทการค้าของเดนมาร์กมีแผนการจะสร้างโรงงานซีเมนต์ขึ้นในเวลาเดียวกันนั้นWestenholz เป็นผู้มีบทบาทในสัมปทานเดินรถราง โรงไฟฟ้า ซึ่งต่อมาได้เลิกกิจการไป โดยมีเพื่อนคนหนึ่ง Mr.H.N. Andersen เจ้าของ East Asiatic ซึ่งมีกิจการเดินเรือ และนำเข้าส่งออกสินค้า โดยเฉพาะนำเข้าปูนซีเมนต์มาขายในเมืองไทย
ตามบันทึกข้างต้น (วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2456) อ้างว่าจะขอถือหุ้น 3 ใน 4 แล้วให้หุ้นลมแก่เจ้าพระยายมราช 20% เมื่อไม่ได้จะขอเป็นผู้แทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว แต่ได้รับการปฏิเสธอีก และในวันถัดมา (21 สิงหาคม พ.ศ.2456) เจ้าพระยายมราชทำหนังสือกราบบังคมทูลรัชกาลที่ 6 มีสาระสำคัญของเหตุการณ์ 2 ประการที่น่าสนใจ
กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดชเสนาบดีกลาโหม ซึ่งมีความสัมพันธ์กับเดนมาร์ก โทรเลขมาถึงเจ้าพระยายมราชขอให้ชะลอโครงการ เนื่องจากมีข่าวลือว่า Aage Westenholz เข้าหุ้นกับพระคลังข้างที่ทำปูนซีเมนต์
พระยากัลยาณไมตรี ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินได้รับร้องเรียนจาก Mr.H.N. Andersen เจ้าของ East Asiatic กล่าวหารัฐบาลไทยว่าแย่งผลประโยชน์ของ East Asiatic
เหตุการณ์ครั้งนั้นสามารถชี้แจงได้และเรื่องก็เงียบไป โดยบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ตัดสินใจยกเลิกหุ้นลม(ฟรีแชร์) ขณะเดียวกันบริษัทได้ตระหนักถึงการ แข่งขันจากต่างประเทศและหาทางป้องกันการถือหุ้นของชาวต่างชาติ
จากรายงานของอธิบดีกรมพระคลังข้างที่กราบบังคมทูลรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2456 ความว่า
“ข้าพระพุทธเจ้าได้รับพระราชทานกราบเรียนความนี้แก่ท่านเจ้าพระยายมราชทราบแล้ว ทางที่จะจัดป้องกันต่อไปตามกระแสพระราชดำริ คือ 1.หุ้นที่จะต้องออกเงินตามจำนวนที่กำหนดไว้ อันได้รวมรับกันใน 3 ราย
1. พระคลังข้างที่กึ่งหนึ่ง หรือร้อยละ 50
2. หลวงสวัสดิ์เวียงไชยเสี้ยวหนึ่ง หรือร้อยละ 25
3. Commander W.L. Grut เสี้ยวหนึ่งหรือร้อยละ 25
ในส่วนของพระคลังข้างที่กับหลวงสวัสดิ์เวียงไชย ซึ่งคิดรวมกันเป็นร้อยละ 75 จะต้องระวังอย่าให้มีการซื้อขายให้ปันโอนไปเป็นของชาวยุโรป...”
อย่างไรก็ตาม ในที่สุดชาวเดนมาร์ก East Asiatic และเทคโนโลยีการผลิตซีเมนต์เดนมาร์กก็มีส่วนในประวัติศาสตร์ความสำเร็จของบริษัทปูนซิเมนต์ จำกัด อย่างมากเริ่มตั้งแต่ยุคก่อตั้ง
- ป้ายคำค้น :
- หลวงสวัสดิ์เวียงไชย , พระยาอรรถการประสิทธิ์ , พระยาบริบูรณ์ราชสมบัติ , เจ้าพระยายมราช , Aage Westenholz , East Asiatic , Mr.H.N. Andersen , พระยากัลยาณไมตรี , หุ้นลม , ฟรีแชร์ , ผู้ถือหุ้น , กรรมการ , E.G.Gollo , W.L. Grut , พ.ศ. 2456
-
- ชื่อ
- พ.ศ.2456 ยุทธศาสตร์การตั้งราคาปูนซีเมนต์
- รายละเอียด :
- “ข้าพเจ้าเชื่อว่าเพราะปูนซีเมนต์ของไทยมีแรงดีกว่าปูนซีเมนต์ที่ส่งเข้ามาจากต่างประเทศถึง 25 เปอร์เซ็นต์ และทั้งจะขายแต่เพียงถังละ 5 บาท 50 สตางค์ ต่ำกว่าปูนซีเมนต์นอกที่เขาขายถังละ 6 บาทนั้นแล้ว ในปีหนึ่งของเราคงจะขายได้ตั้ง 100,000 ถัง โดยไม่ต้องได้รับความลำบากแต่อย่างใดอย่างหนึ่งเลย”
Mr.E.G. Gollo เขียนจดหมายแสดงความมั่นใจถึงเจ้าพระยายมราช เมื่อ 26 มีนาคม พ.ศ.2456
เล่าเรื่องความคืบหน้าในการลงทุนสร้างโรงงานปูนซีเมนต์ แม้ว่าจากนั้นอีกถึง 2 ปีกว่าโรงงานจึงแล้วเสร็จ
ความหมายที่สำคัญของแนวคิดในจดหมายฉบับนี้ก็คือ แนวคิดหลักของการตั้งราคาปูนซีเมนต์ของโรงงานของคนไทยโรงงานแรกที่มีสาระสำคัญคือ การตั้งราคาขายในประเทศ ใช้ราคาปูนซีเมนต์นำเข้าจากต่างประเทศเป็นราคาอ้างอิง ทั้งนี้ในจดหมายฉบับเดียวกันนี้ยังตั้งเป้าไว้ว่า ในปีหนึ่งจะมีกำไรแบ่งปันได้ โดยได้รับผลตอบแทนถึง 20% ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนที่สูงมากทีเดียว
การตั้งราคาอ้างอิงกับราคาปูนซีเมนต์นำเข้า(ซึ่งเป็นราคาที่รวมการขนส่งทางเรือ ด้วยระยะทางไกลไว้ด้วย) ถือเป็นการตั้งราคาไว้ค่อนข้างสูง ทำให้ได้ผลตอบแทนการลงทุนที่สูงมาก
สมมติฐานนี้น่าจะสามารถอรรถาธิบายเรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์ช่วงต้นของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ได้หลายมิติ
• บริษัทนี้จำเป็นต้องจ้างชาวต่างประเทศมาบริหาร ซึ่งบุคลากรเหล่านี้ได้รับผลตอบแทนสูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ของผู้ทำงานในกิจการอื่นหรือแม้กระทั่งราชการ
• บริษัทนี้เป็นกิจการที่ผู้คนในสังคมไทยสนใจจะเข้าทำงานด้วยอย่างมาก เนื่องจากผลตอบแทนอยู่ในระดับสูง โดยอ้างอิงกับรายได้ของผู้บริหารชาวต่างประเทศ
• ประการสำคัญที่สุด น่าจะอยู่ที่บริษัทนี้สามารถปรับตัวในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างยืดหยุ่น เนื่องจากที่มีผลกำไรสะสมไว้จำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ว่าประเทศไทย แต่ไหนแต่ไรมามีการนำเข้าปูนซีเมนต์เป็นช่วง ๆ ในเมื่อมีความต้องการสูงหรือเมื่อการตั้งราคาของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด สูงเกินไป จนปูนซีเมนต์จากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันในตลาดไทยได้ จึงกล่าวได้ว่าบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผลิตปูนซีเมนต์แห่งแรกและแห่งเดียว มิได้อยู่ในฐานะผูกขาดอย่างสมบูรณ์
จากการศึกษา การกำหนดราคาปูนซีเมนต์ของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ในช่วง 10 ปีแรกของการก่อตั้งก็มีการขึ้นลงราคาตามภาวะตลาดที่น่าสนใจ
ช่วงขึ้นราคา (พ.ศ.2458 - 2463)
จากหนังสือปูนซิเมนต์ไทย พ.ศ.2500 อ้างว่า หากไม่มีสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นคงไม่สามารถทำลายความเชื่อของคนไทยที่ว่าสินค้าต่างประเทศดีกว่าสินค้าที่ทำในประเทศไทยได้ ด้วยเหตุที่การขนส่งสินค้าจากต่างประเทศประสบความยุ่งยาก จึงทำให้การขายปูนซีเมนต์ของคนไทยประสบความสำเร็จ
แนวคิดนี้สอดคล้องกับหนังสือกิจการของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ในระยะ 40 ปี (พ.ศ.2456 -2496) ที่ระบุว่าการจำหน่ายปูนซีเมนต์ใน 4 เดือนแรก มีปริมาณเพียง 700 ตัน จากนั้นก็เพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ตัน เต็มกำลังการผลิตปีละ 24,000 ตัน ซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จอย่างรวดเร็ว
จากรายงานการประชุมคณะกรรมการ จะมีการพิจารณาปรับราคาขึ้นตลอดเวลาในช่วง 5 ปี ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการส่งออกไปยังตลาดประเทศเพื่อนบ้าน ทดแทนปูนซีเมนต์ที่ไม่สามารถส่งมาจากทางยุโรปในช่วงปี พ.ศ.2460 -2464 ด้วย
ความสำเร็จของบริษัทใหม่ในประเทศเป็นเรื่องน่าทึ่ง ผลประกอบการประสบความสำเร็จด้วยดี สามารถจ่ายเงินปันผลครั้งแรกได้แม้ดำเนินกิจการได้เพียงปีเดียว บริษัทเริ่มผลิตปูนซีเมนต์ออกจำหน่ายในเดือน มิถุนายน พ.ศ.2458 และในเดือนมีนาคม พ.ศ.2459 ก็สามารถจ่ายเงินปันผลครั้งแรก ให้ผลตอบแทนการลงทุนถึง 6% และเพิ่มขึ้นตามลำดับ เป็น 12% และ 13% ในอีก 2 ปีถัดมา และขึ้นสูงสุด 25% ติดต่อกัน 2 ปีในช่วงปี พ.ศ.2462 - 2463
ช่วงปรับราคาลง (พ.ศ.2464 - 2466)
ในช่วงนี้เป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองระยะหนึ่งแล้ว ปูนซีเมนต์จากต่างประเทศ เริ่มมีเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะมาจากไฮฟอง เดนมาร์ก หรือญี่ปุ่น บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ต้องปรับราคาลงมาติดต่อกันหลายครั้ง
รายงานการประชุมครั้งที่ 129 ระบุว่าการค้าซบเซาและรายงานการประชุมครั้งที่ 130 ตัดสินใจลดสต็อคสินค้าและพยายามลดต้นทุนการผลิต และการประชุมครั้ง 131 และ 132 ได้ตั้งสำรองหนี้สูญไว้ 10,000 บาท และ 15,000 บาท ตามลำดับด้วย
ผลประกอบการในช่วงปี พ.ศ.2464 - 2466 ผลตอบแทนลดลงจากช่วงก่อนลงมาเหลือ 15% 10% และ 7% ตามลำดับ
- ป้ายคำค้น :
- Mr.E.G. Gollo , เจ้าพระยายมราช , ราคาปูนซีเมนต์ , พ.ศ. 2456
-
- ชื่อ
- พ.ศ.2456 โรงงานบางซื่อ : ทำเลและการก่อสร้าง
- รายละเอียด :
- หนังสือกราบบังคมทูลรัชกาลที่ 6 ของเจ้าพระยายมราช ลงวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2456 ระบุถึงความพร้อมต่าง ๆ ในการตั้งโรงงานไว้ว่า
“เป็นโชคดีของบริษัทนี้เฉพาะบุตรจีนล่ำซำขัดเงิน บอกขายที่ริมน้ำบางซื่อ อันนับว่าเหมาะที่สุด สำหรับการตั้งโรงงานซีเมนต์จะหาที่อื่นที่เหมาะเช่นนั้นไม่ได้ หลวงสวัสดิ์เวียงไชยได้ซื้อไว้แล้วเป็นเงิน 12,000 บาท เมื่อบริษัทตั้งขึ้นแล้วก็จะได้โอนไปเป็นของบริษัท ตกลงว่าการทั้งปวง พร้อมหมดทุกอย่างแล้ว ยังแต่จะขออนุญาตที่ ๆ ช่องแค ซึ่งหลวงสวัสดิ์กับมิสเตอร์โกโลขึ้นไปตรวจแล้วเป็นที่ว่างเปล่าไม่มีเจ้าของกับจะต้องพูดกับกรมรถไฟเรื่องจะทำทางเข้ามาโรงงานซีเมนต์เท่านั้น”
แต่ความจริงต่อมา เนื่องจากไม่สามารถตกลงกับการรถไฟ (ตอนนั้นใช้ชื่อกรมรถไฟ) ในการสร้างทาง 2.4 กิโลเมตร จากสถานีบางซื่อไปยังโรงงานที่คาดว่าจะตั้งที่บางโพได้ จึงจำเป็นต้องแสวงหาที่ตั้งใหม่ใกล้ทางรถไฟ ซึ่งจำเป็นจะต้องการความสะดวกในการขนส่งวัตถุดิบมาป้อนโรงงาน
คณะกรรมการบริษัทปูนซิเมนต์ไทยทำหนังสือถึงเจ้าพระยาวงษานุประพัฒน์ เสนาบดีกระทรวงคมนาคม ลงวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2456 ขอให้การรถไฟออกเงินครึ่งหนึ่งในการสร้างทางไปยังโรงงาน โดยให้เหตุผลว่าการรถไฟจะได้ค่าระวางในการขนวัตถุดิบจากบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด ปีละประมาณ 50,000 - 60,000 บาท ขณะเดียวกับการก่อสร้างทางรถไฟจากบางซื่อถึงบางโพระยะทาง 2.4 กิโลเมตร อยู่ในวงเงินประมาณ 80,000 บาท โดยการรถไฟต้องลงทุนด้วย 40,000 บาท ต่อมา วันที่ 5 สิงหาคม ปีเดียวกับการรถไฟทำหนังสือตอบมา โดยไม่ยอมรับเงื่อนไขที่จะออกเงินลงทุนครึ่งหนึ่ง
การเจรจาต่อรองกับการรถไฟดำเนินไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งกินเวลาไปพอสมควร ในช่วงที่ต้องการให้แผนการต่าง ๆ สอดคล้องกับการมาของเครื่องจักรจากเดนมาร์ก
ในหนังสือปูนซิเมนต์ไทยปี พ.ศ.2500 ซึ่งเรียบเรียงโดยทีมงานผู้บริหารเดนมาร์กยุคต่อมา เขียนประวัติศาสตร์ในตอนนี้ไว้ว่า "งบการลงทุนสร้างรถไฟสายนี้ที่การรถไฟจะคิดกับบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ฝ่ายเดียวนั้นเป็นต้นทุนสูงจนบริษัทไม่สามารถแบกรับได้" แผนการหาที่ตั้งโรงงานดำเนินไป โดยคณะกรรมการได้ประชุมหารือและตกลงใจปรับแผนในอีก 6 เดือน ซึ่งดำเนินการอย่างรวดเร็วในเดือนมกราคม พ.ศ.2457 (รายงานการประชุมครั้งที่ 11) และจากนั้นอีกเพียงหนึ่งเดือนก็สามารถหาที่ตั้งใหม่ (รายงานการประชุมครั้งที่ 12 วันที 16 กุมภาพันธ์) เป็นที่ดินผืนใหม่อยู่ติดกับสถานีรถไฟบางซื่อและคลองเปรมประชากร โดยมีเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว. เย็น อิศรเสนา) เป็นเจ้าของ มีเนื้อที่ 100 ไร่เศษ (40,577 ตารางวา) โดยมีการตกลงแลกเปลี่ยนกับที่ดินเดิมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นการบริหารการก่อสร้างโรงงานดำเนินอย่างมีระบบและเร่งรีบ
มีนาคม ตกลงว่าจ้าง Mah Neck และ W Rim Ting รับเหมาถมดินและปรับพื้นที่โรงงาน
เมษายน ตัดสินใจเลือกบริษัท United Engineers เป็นบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างโรงงานก่อตั้งโดยชาวอังกฤษ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์
พฤษภาคม Oscar Schultz เดินทางมาถึงเมืองไทย เบื้องต้นรับหน้าที่ประสานงานกับ F.L.Smidth ที่ว่าด้วยแบบแปลนโรงงาน ดูแลการสร้างโรงงาน และการเตรียมติดตั้งเครื่องจักร
ตุลาคม เครื่องจักรล็อตสุดท้ายเดินทางมาถึงเมืองไทย พร้อม ๆ กับโรงงานสร้างเสร็จ การติดตั้งและทดลองเครื่องใช้เวลาประมาณ 5 เดือน
พฤษภาคม พ.ศ.2458 เริ่มเดินเครื่องจักรผลิตปูนซีเมนต์ครั้งแรก
- ป้ายคำค้น :
- รัชกาลที่ 6 , เจ้าพระยายมราช , โรงงานบางซื่อ , การรถไฟ , เจ้าพระยาวงษานุประพัฒน์ , พ.ศ.2458
-
- ชื่อ
- พ.ศ.2456 เริ่มต้นยุคผู้จัดการชาวเดนมาร์ก : ความสัมพันธ์กับเดนมาร์ก
- รายละเอียด :
- นโยบาย ในการติดต่อกับชาติตะวันตกตั้งแต่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น (เพ็ญศรี ดุ๊ก. การต่างประเทศกับเอกราชและอธิปไตยของไทยตั้งแต่รัชกาลที่ 4 จนถึงสิ้นสมัยจอม พล ป.พิบูลสงคราม, 2544) รัฐบาลไทยนิยมเลือกติดต่อกับประเทศตะวันตกที่ไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองโดยตรงกับไทย หรือหลีกเลี่ยงติดต่อกับประเทศฝรั่งเศสหรือประเทศอังกฤษ เพราะไทยอยู่ตรงกลางระหว่างการขยายดินแดนของประเทศมหาอำนาจทั้งสองนี้ (แถมสุข นุ่นนนท์, การทูตไทยสมัยรัตนโกสินทร์, 2528) บางครั้งหลีกเลี่ยงการติดต่อกับประเทศเยอรมนีด้วยเพราะประเทศอังกฤษมองประเทศเยอรมนีเป็นคู่แข่งสำคัญในทวีปยุโรปในช่วงเวลานั้น ดังนั้นรัฐบาลไทยในยุคนั้นจึงนิยมติดต่อกับชาติตะวันตกที่เป็นประเทศเล็ก เช่น ประเทศเบลเยียม ประเทศเดนมาร์ก หรือประเทศใหญ่ที่มีผลประโยชน์ในประเทศไทยน้อย เช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย เป็นต้น
ในขณะนั้น ชาวเดนมาร์กมีอิทธิพลในด้านสาธารณูปโภคและกิจการค้าของประเทศไทยมากพอสมควร โดยเฉพาะสาธารณูปโภค กรณี Mr.Westenholz วิศวกรผู้มีส่วนในโครงการต่าง ๆ หลายโครงการ และรู้จักชนชั้นนำในสังคมไทยในขณะนั้นอย่างกว้างขวาง เช่น การเดินรถไฟ รถราง การเดินเรือขนาดเล็กในแม่น้ำ ที่สำคัญคือเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายในพระนครเป็นครั้งแรก จำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่ทางตอนใต้ของพระนคร อันเป็นย่านชุมชนที่อยู่อาศัยกับย่านการค้าของชาวต่างประเทศ
ต่อมา เจ้าพระยายมราช เสนาบดีกระทรวงนครบาล สร้างโรงไฟฟ้าหลวงขึ้นทางตอนเหนือของพระนคร เพื่อใช้ไฟฟ้าสูบน้ำมาผลิตน้ำประปา ทำให้ Mr.Westenholz ไม่มั่นใจว่ารัฐบาลไทยจะขยายโรงไฟฟ้าลงมาทางทิศใต้หรือไม่ จึงขอให้เจ้าพระยายมราชรับรองว่าจะไม่ขยายกิจการโรงไฟฟ้าลงมาทางตอนใต้ แต่เจ้าพระยายมราชไม่รับปาก ทำให้ Mr.Westenholz ไม่มั่นใจต่ออนาคตกิจการโรงผลิตไฟฟ้า จึงตัดสินใจขายกิจการให้กับชาวเบลเยี่ยมแทน (จดหมายลับเฉพาะบันทึกเรื่องตั้งบริษัทซีเมนต์ (20 สิงหาคม พ.ศ.2456)
ขณะเดียวกัน H.N.Andersen เจ้าของ East Asiatic Company (EAC) อดีตกัปตันเรือได้เข้ามารับราชการเป็นทหารเรือในไทย ได้ตั้ง EAC ในปี พ.ศ.2427 เป็นบริษัทการค้าที่ได้สัมปทานป่าไม้ และกิจการค้าอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการเดินเรือระหว่างประเทศ แล้วจึงขยายกิจการไปที่ประเทศเดนมาร์กในอีก 13 ปีต่อมา สินค้าหนึ่งที่สำคัญในขณะนั้น คือการนำเข้าปูนซีเมนต์มายังประเทศไทยครั้งแรก ๆ ต่อมาบริษัทนี้มีบทบาทสำคัญในฐานะคู่ค้าของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด อย่างยาวนาน ในช่วงต้นมีทั้งบริการเดินเรือนำเข้าเชื้อเพลิงเพื่อการผลิตปูนซีเมนต์ ขายไม้สำหรับก่อสร้างบ้านพักวิศวกร ลังไม้บรรจุปูนซีเมนต์ จนถึงนำเข้าถุงบรรจุปูนซีเมนต์
จุดเริ่มต้นของความเกี่ยวพันระหว่าง ชาวเดนมาร์กกับบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด อย่างเป็นรูปธรรมมาจาก Mr.E.G. Gollo ผู้ก่อตั้งคนสำคัญคนหนึ่งได้ชักชวนชาวเดนมาร์กเข้ามาถือหุ้นและเป็นหุ้นใหญ่ในฐานะชาวต่างชาตินั่นคือ Mr.W.L. Grut ผู้จัดการโรงไฟฟ้าซึ่งต่อมามีบทบาทอย่างมากในการบริหารบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด โดยใช้เทคโนโลยีและผู้บริหารจากเดนมาร์กในช่วงเวลายาวนานทีเดียว
- ป้ายคำค้น :
- Gollo , เจ้าพระยายมราช , ความสัมพันธ์กับเดนมาร์ก , ผู้ผลิตไฟฟ้า