2502
-
- ชื่อ
- พ.ศ.2502 Mr.V.F.Hemmingsen ผู้จัดการชาวเดนมาร์กคนสุดท้าย
- รายละเอียด :
- ประสบการณ์ 20 ปี ก่อนจะดำรงตำแหน่งผู้จัดการใหญ่คนที่ 4 นับเป็นประสบการณ์ที่สำคัญมาก ทำให้บทบาทในฐานะผู้จัดการใหญ่ชาวต่างชาติคนสุดท้ายดำเนินไปอย่างราบรื่นและสร้างสรรค์ ท่ามกลางสถานการณ์ความผันแปรอย่างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามแสวงหาเงินทุนเพื่อขยายกิจการและเข้าสู่การแข่งขันอย่างเต็มที่มากขึ้น
ประสบการณ์กับคนไทย
Mr.Hemmingsen เข้าทำงานในฐานะผู้ช่วยสมุห์บัญชีในปี พ.ศ.2482 ในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย โดยบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คนไทยเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานมากขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในคณะกรรมการบริษัทและการมาของหม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ ในฐานะคนไทยคนแรกที่มาร่วมบริหารงาน
อย่างไรก็ตาม ด้วยวัยและประสบการณ์ที่ไม่มากนัก แต่เขาได้รับการเกื้อกูลจากยุคชาวเดนมาร์กให้มีบทบาทสำคัญกว่าคนไทยตลอดมา โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับหม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์
หม่อมหลวงอุดมสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรรมศาสตร์จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และมีประสบการณ์ทำงานที่การรถไฟในระดับผู้บริหารหลายปี แต่เมื่อมาทำงานที่บริษัทปูนซิเมนต์ จำกัด ในปี พ.ศ. 2484 ต่อมาในปี พ.ศ.2485 ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงงาน ในเวลาเดียวกัน ฝ่ายเดนมาร์กก็ได้ตั้งตำแหน่งผู้อำนวยการโรงงานขึ้นมาใหม่เป็นครั้งแรก ซึ่งไม่ใช่ผู้จัดการทั่วไป คั่นตำแหน่งหม่อมหลวงอุดมไว้ในระดับที่สาม เมื่อเปรียบกับ Mr.Hemmingsen ซึ่งเป็นสมุห์บัญชี ในปี พ.ศ.2485 เขาได้โบนัสพิเศษ ¾% ของกำไร ในขณะที่หม่อมหลวงอุดมรับโบนัสเพียง 1/100 ของกำไรเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม Mr.Hemmingsen ได้เข้าใจบทบาทของคนไทยมากขึ้นอย่างชัดเจนจากประสบการณ์สำคัญในปี พ.ศ.2493
ตุลาคม พ.ศ.2493 มีการประชุมคณะกรรมการฉุกเฉินเพื่อปรับโครงสร้างการบริหาร เพื่อให้ผลประโยชน์ทั่วไปของชาวต่างชาติและคนไทยอยู่ในระบบเดียวกัน .Mr.Jespersen ขอลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป และดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาฝ่ายบริหาร ขณะเดียวกันก็แต่งตั้งให้ Mr.Hemmingsen เป็นผู้จัดการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2494 เป็นต้นไป แม้ว่าในทางปฏิบัติ Mr.Jespersen จะมีบทบาทนำอยู่ก็ตาม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ แม้จะมาจากข้อเสนอของ Mr.Jespersen ผู้จัดการทั่วไปในขณะนั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่ามาจากแรงกดดันที่ว่าผู้บริหารชาวเดนมาร์กในบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด มีรายได้มากกว่าคนไทยเกินไป
สาระสำคัญของการปรับโครงสร้างครั้งนี้ นอกจาก Mr.Jespersen จะเป็นที่ปรึกษาโดยไม่ยอมรับเงินเดือนประจำแล้ว มีการปรับโครงสร้างเงินเดือนเป็นเงินบาทเป็นครั้งแรก โดยอัตราเงินเดือนระหว่างคนไทยกับคนเดนมาร์กไม่แตกต่างกันมากนัก นอกจากนี้ยังได้มีการตัดสวัสดิการและผลประโยชน์ของชาวเดนมาร์กไปด้วยพอสมควร
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ Mr.Hemmingsen ก็กลายมาเป็นคนที่มีตำแหน่งสูงกว่าคนไทย โดยเฉพาะหม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ ในขณะที่ Mr.Jespersen ยังมีบทบาทสำคัญในแผนการลงทุนใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง โครงสร้างเช่นนี้ดำรงอยู่จนถึงปี พ.ศ.2497 Mr.Jespersen กลับมาทำงานในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปอีกครั้งหนึ่ง Mr.Hemmingsen ยังอยู่ในตำแหน่งผู้จัดการเช่นเดิม แต่บทบาทรองมาจาก Mr.Jespersen อย่างเป็นทางการ ในขณะที่หม่อมหลวงอุดมเป็นรองผู้จัดการ รองมาจาก Mr.Hemmimgsen จนกระทั่ง Mr.Jespersen มีปัญหากับคณะกรรมการในเรื่องวางแผนการลงทุนเกินตัวและใช้เงินจำนวนมากในภาวะฝืดเคือง เขาจึงลาออกจากตำแหน่งไป Mr.Hemmingsen จึงได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารอันดับหนึ่งในปี พ.ศ.2502 ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างมาก คนไทยเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ๆ ตามลำดับ ประสบการณ์ในการอยู่ร่วมกับคนไทยของเขาจึงเป็นเรื่องที่ดีมาก
เข้าสู่ยุคการแข่งขัน
การแข่งขันเสรีในการผลิตและจำหน่ายปูนซีเมนต์ในประเทศไทยเป็นแรงกดดันทำให้บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ต้องขยายกิจการ ทั้งในกิจการปูนซีเมนต์เองและกิจการอื่น ๆ อย่างกว้างขวาง เป็นการขยายตัวครั้งใหญ่เป็นครั้งแรก
ปัจจัยสำคัญในการขยายตัวซึ่งไม่สามารถระดมทุนจากการเพิ่มทุนได้ นอกจากการบริหารการเงินที่ดี Mr.Hemmingsen เข้ากับยุคนี้ตรงที่เขามีประสบการณ์การบริหารการเงิน แต่ขณะเดียวกันบทบาทของเขาก็มีอยู่อย่างจำกัด เนื่องด้วยมีแหล่งเงินทุนใหม่ ไม่ว่าจากระบบการเงินไทยเองหรือจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา ในขณะเดียวกันเงินทุนยุโรปลดลงอย่างต่อเนื่อง
- ป้ายคำค้น :
- Hemmingsen , ผู้จัดการ , 2502
-
- ชื่อ
- พ.ศ.2502 วางแผนเศรษฐกิจสมัยใหม่
- รายละเอียด :
- แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก
ปี พ.ศ.2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เดินทางไปสหรัฐอเมริกา และมีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ชี้ชวนให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาประเทศไทย โดยอาศัยความช่วยเหลือด้านการลงทุนจากต่างประเทศ ภายในปีเดียวกันนั้นจอมพลสฤษดิ์ฯ ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม สามวันต่อมา ทางสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ว่าการรัฐประหารที่เกิดขึ้นไม่กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา แต่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเริ่มต้นจากรายงานการประชุมของธนาคารโลกในปี พ.ศ.2502 รายงานฉบับนี้ได้วิจารณ์ถึงความไม่มีประสิทธิภาพในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ โรงงานที่รัฐเป็นเจ้าของเกือบทั้งหมดประสบกับการขาดทุน ยกเว้นกิจการยาสูบและสุรา บริษัทไทยนิยมพาณิชย์ จำกัด ก็ประสบกับปัญหาหนี้สินเช่นกัน รายงานฉบับนี้แนะนำว่ารัฐบาลควรทำให้รัฐวิสาหกิจมีขนาดเล็กลง และสนับสนุนหัตถกรรมอุตสาหกรรมที่มีเอกชนเป็นเจ้าของ โดยปรับปรุงแก้ไขกฎหมายใหม่ ปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐาน และการให้สินเชื่อ รวมทั้งจัดตั้งสถาบันเพื่อวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
รัฐบาลสหรัฐอเมริการะบุว่าต้องการให้ประเทศไทยทำตามข้อเสนอของธนาคารโลก โดยประธานาธิบดีเคนเนดี้เขียนบันทึกถึงจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยตรงให้พิจารณารายงานของธนาคารโลกอย่างจริงจัง และเป็นพื้นฐานของการให้ความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ฯ ยอมรับกระแสการพัฒนาของสหรัฐอเมริกา โดยกล่าวว่า งานสำคัญในสมัยนี้ก็คือการพัฒนา ทั้งนี้หมายรวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนาการศึกษา การพัฒนาการบริหาร และการพัฒนาด้านอื่น ๆ เข้าไว้ด้วย ดังนั้นจากความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยได้จัดตั้งสำนักงานงบประมาณ สำนักงานสถิติแห่งชาติ สภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนขึ้น
หน้าที่หลักของสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ (ต่อมาคือ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) คือการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจเป็นระยะเวลาคราวละ 5 ปี ธนาคารโลกเป็นผู้ให้การสนับสนุนที่สำคัญในการดำเนินงานของคณะกรรมการชุดนี้ เจ้าหน้าที่ระดับกลางที่มีความสำคัญของคณะกรรมการชุดนี้ล้วนมาจากเทคโนแครตรุ่นใหม่ ที่ได้รับการศึกษาด้านการพัฒนาแบบใหม่มาจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ธนาคารโลกยังเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญในการดำเนินแผนงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วย ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2493-2518 ธนาคารโลกให้เงินกู้แก่ประเทศไทยถึง 440 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อใช้ในการสร้างถนน เส้นทางคมนาคมอื่น ระบบชลประทาน ไฟฟ้าพลังน้ำ และการศึกษา โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 3 ฉบับแรกเขียนขึ้นโดยที่ปรึกษาชาวอเมริกัน ในบทนำของแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก (2504-09) มีการกล่าวว่าประเทศไทยจะเพิ่มผลผลิตได้จากความสามารถของเอกชนแต่ละคนในชาติ ถ้าได้รับการสนับสนุนและช่วยเหลือจากรัฐบาล ไม่ใช่จากการที่รัฐบาลเข้าไปทำการผลิตเสียเอง สิ่งสำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจคือ กระตุ้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากภาคเอกชน
รัฐบาลสร้างระบบการคุ้มครองทางภาษีศุลกากรขึ้น เป็นการกระตุ้นให้เกิดการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศมากขึ้น เพื่อทดแทนการนำสินค้าเข้าจากต่างประเทศ ภาษีการค้ากลายเป็นแหล่งรายรับที่สำคัญของรัฐบาลเป็นเวลานาน ในปี พ.ศ.2503 รายได้จากภาษีนำเข้าเพียงอย่างเดียวคิดเป็น 30% ของรายรับทั้งหมดของรัฐบาล ในขณะที่ภาษีของสินค้าทุนและปัจจัยการผลิตจะลดต่ำลง ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่จะสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้ขยายตัวมากขึ้น อัตราค่าแรงถูกลงให้อยู่ในระดับต่ำ และใช้การเก็บพรีเมียมข้าวเป็นการกดราคาข้าวในเมืองไว้ เพื่อการคงอัตราค่าจ้างในระดับต่ำต่อไปได้
พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน
ในปี พ.ศ.2502 รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนขึ้นมา ในปี พ.ศ.2503 รัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีกับทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ รัฐบาลอนุญาตให้ต่างชาติส่งผลกำไรกลับประเทศของตนได้ ให้หลักประกันในการเป็นเจ้าของกิจการ ปรับปรุงระบบการถือครองที่ดิน เพื่อให้ธุรกิจต่างชาติถือครองที่ดินได้ รวมทั้งการยกเลิกสหภาพแรงงาน และถือว่าการนัดหยุดงานเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้เงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศปีละพันล้านบาทในปลายทศวรรษ 2500 ก่อนเพิ่มเป็น 1.5 พันล้านบาทตลอดทศวรรษ 2510 โดยมีการลงทุนจากสหรัฐอเมริกามากที่สุด จนถึงปี พ.ศ. 2516 ประเทศญี่ปุ่นได้แซงหน้ายอดการลงทุนต่างประเทศจากสหรัฐอเมริกาและต่อเนื่องต่อไป
การลงทุนจากญี่ปุ่นแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
(1) ธุรกิจประกอบชิ้นส่วน มุ่งหากำไรจากความแตกต่างของโครงสร้างภาษีข้าเข้า
(2) การลงทุนเพื่ออุตสาหกรรมเพื่อส่งออกกลับไปยังประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ เนื่องจากค่าแรงภายในประเทศญี่ปุ่นสูงมาก จึงโยกย้ายกระบวนการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีต่ำ แต่ใช้แรงงานเข้มข้นแทน อย่างไรก็ตามการเคลื่อนย้ายการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นมาประเทศไทยนี้ ได้ก่อให้เกิดแรงต่อต้านจากกลุ่มธุรกิจและเทคโนแครตในประเทศไทย ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2514 มีสมาคมธุรกิจและการค้าประมาณ 30 แห่ง ร่วมมือกันเพื่อต่อต้านการครอบงำเศรษฐกิจจากต่างชาติ ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นพยายามลดการต่อต้านด้วยการลดภาษีขาเข้าสำหรับสินค้าที่มาจากประเทศไทย ในขณะที่เพิ่มเงินช่วยเหลือให้กับประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ภายในทศวรรษ 2520 เงินช่วยเหลือจากญี่ปุ่นมีมูลค่าถึง 2 ใน 3 ของความช่วยเหลือทั้งหมดที่ประเทศไทยได้รับ
เปรียบเทียบกับการลงทุนจากสหรัฐอเมริกา การลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นอยู่ในรูปแบบการร่วมลงทุนกับฝ่ายไทยมากกว่า โดยการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นนั้น ในระยะแรกญี่ปุ่นมีสัดส่วนการลงทุนมากกว่าฝ่ายไทย แต่ในระยะหลังจะลดสัดส่วนการลงทุนให้ฝ่ายไทยมีมากกว่า ทั้งนี้เพราะบริษัทการค้าขนาดใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น ที่เรียกว่า โซโกะ โซชา และบริษัทขนาดใหญ่อื่น ๆ เข้ามาลงทุนเพื่อขายสินค้าให้กับตลาดภายในประเทศ จึงพอใจกับการร่วมทุนกับฝ่ายไทยที่รู้จักด้านการตลาดภายในประเทศได้ดีกว่า
ผลจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี พ.ศ.2503-2525 มีการขอส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 6 พันล้านบาท และธนาคารแห่งประเทศไทย ประมาณการว่าระหว่างปี พ.ศ.2508-18 มีเงินไหลเข้าประเทศไทยสูงถึง 1.25 พันล้านบาท ในจำนวนนี้มาจากประเทศสหรัฐอเมริกา 38% และรองลงมาคือประเทศญี่ปุ่น 30%
- ป้ายคำค้น :
- 2502 , สฤษดิ์ , ธนะรัชต์ , แผนพัฒนาเศรษฐกิจ , เคนเนดี้