IFC

  • ชื่อ
    พ.ศ.2512 การกู้เงินต่างประเทศกับการปรับโครงสร้าง : ความสัมพันธ์กับ IFC
    รายละเอียด :
    พ.ศ.2502

    International Finance Corporation, Washington (IFC) เป็นสถาบันการเงิน ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ.2499 มีนโยบายให้กู้เงินที่มีลักษณะเฉพาะโดยต้องมีส่วนเข้าถือหุ้นและการบริหารในระดับใดระดับหนึ่ง แนวทางเช่นนี้จะทำให้ IFC มีความมั่นใจในลูกหนี้ ขณะเดียวกันก็ได้รับผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ย ส่วนทางด้านลูกหนี้ การที่ IFC ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของธนาคารโลกสนับสนุนและถือหุ้นอยู่ด้วย ย่อมจะทำให้บริษัทมีความมั่นคงและสร้างความมั่นใจในวงการธุรกิจมากขึ้น การให้ความสนใจต่อภูมิภาคนี้ตามกระแสของสหรัฐอเมริกาได้ทำให้บริษัทผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด กู้เงินได้ 10 ล้านบาท (300,000 เหรียญสหรัฐ )

    พ.ศ.2504

    บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด รับโอนหนี้ของ IFC จำนวน 3 แสนเหรียญสหรัฐมาจากบริษัทผลิตภัณฑ์วัตถุก่อสร้าง จำกัด เนื่องจากไม่ได้นำเงินไปใช้ แต่ต้องเสียดอกเบี้ย 6% ต่อปี และในกรณีที่มีกำไรเกิน 10% ของทุนต้องแบ่งจ่ายให้ IFC 15% ของส่วนที่เกินเป็นเวลา 10 ปีของสัญญา อีกทั้งต้องออกตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่ง IFC สามารถโอนได้

    บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ตัดสินใจรับโอนหนี้พร้อมทั้งซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินมาทั้งหมด โดยใช้เงินไป 312,000 เหรียญสหรัฐ คำนวณเพิ่มเติมจากเงินปันผลรวมเข้าไปด้วย ทั้งนี้คณะกรรมการได้มอบหมายให้ประธานกรรมการ หม่อมทวีวงศ์ถวัลย์ศักดิ์ และ นายเกษม ล่ำซ่ำ กรรมการผู้เชี่ยวชาญทางการเงินไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง หากเห็นด้วยก็จะดำเนินการต่อไป จากนั้นมาบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ซึ่งมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงขยายกำลังการผลิต แต่รวมไปถึงการตั้งกิจการใหม่ ๆ โดยเฉพาะโครงการผลิตเหล็กซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก

    สถานการณ์การเงินค่อนข้างตึงมาตลอด เนื่องจากส่วนใหญ่แสวงหาเงินทุนด้วยการเบิกเงินเกินบัญชี (Overdraft) จากธนาคารต่าง ๆ ซึ่งเป็นการกู้เงินระยะสั้น และดอกเบี้ยค่อนข้างสูง ทั้งที่ในช่วงการขึ้นมาดำรงตำแหน่ง Mr.Hemmingsen ได้แถลงแนวทางต่อคณะกรรมการไว้ว่า จะพยายามหาทางลดภาระหนี้สินที่เป็นเงินกู้ระยะสั้น โดยแสวงหาเงินกู้ระยะยาว ซึ่งเป็นความพยายามในการแก้ปัญหาเงินทุน มาตรการหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การออกหุ้นในวงเงิน 150 ล้าน จำนวน 2 งวด ในปีพ.ศ. 2507-2508 จำหน่ายให้กับผู้ถือหุ้นเดิม ธนาคารที่ใช้บริการ ตัวแทนผู้จำหน่ายสินค้า รวมทั้งธนาคารในต่างประเทศด้วย แม้ว่าจะเป็นเงินทุนระยะยาวซึ่งกำหนดชำระคืนใน 7 ปี แต่ดอกเบี้ยก็ยังสูงถึง 9-10%

    นอกจากนั้น ยังมีความพยายามกู้เงินต่างประเทศมาโดยตลอด ครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งก่อนจะถึงการกู้จาก IFC เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2508 สถานการณ์ภาระหนี้สินที่ค่อนข้างน่าวิตก ก่อนการกู้เงินก้อนนี้มีการบันทึกไว้ในจดหมายของกรรมการผู้จัดการ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ.2508



    พ.ศ.2508

    กู้เงินจาก Chase Manhattan Bank, New York จำนวน 4.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ดอกเบี้ย 6.5% กำหนดใช้คืนใน 5 ปี โดยผู้กู้คือบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ร่วมกับบริษัทกระเบื้องกระดาษไทย จำกัด มีธนาคารในประเทศ 3 แห่งค้ำประกันคือ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยทนุ และธนาคารกรุงเทพพณิชยการ

    พ.ศ.2511

    เดือนพฤษภาคม เตรียมขยายงานครั้งใหญ่ได้ติดต่อ IFC, Washington มาดูโรงงานทั้ง 3 แห่งของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด โดยขอกู้เงิน 18 ล้านเหรียญสหรัฐ และเสนอขายหุ้นส่วนหนึ่งให้กับ IFC

    พ.ศ.2512
    เดือนมีนาคม IFC อนุมัติการกู้เงินให้บริษัทฯ โดยมีเงื่อนไข 3 ข้อ คือ ข้อแรก การนัดประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่ต่างประเทศนั้นต้องนัดล่วงหน้า 21 วัน ข้อสอง ให้มีการโอนหุ้นได้โดยเสรี ข้อสาม การเพิ่มทุนของบริษัทนั้นให้สิทธิผู้ถือหุ้นเดิมมีสิทธิเพิ่มทุนก่อนตามสัดส่วนที่ถือครองอยู่เดิมและขอให้สำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ออกหนังสือรับรองด้วย

    ทำสัญญากู้เงินจาก IFC วันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2512 ด้วยอัตราดอกเบี้ย 8.5% ต่อปี แต่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะที่ยุโรปเพิ่มเป็น 9.75% ต่อปี

    การกู้เงิน IFC มีลักษณะพิเศษกว่าการกู้เงินโดยทั่วไป นอกจากจะเป็นเงินกู้ก้อนใหญ่ที่สุดที่เคยกู้มาแล้วยังเป็นการกู้ร่วมของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัดและบริษัทที่เกี่ยวข้องอีก 4 บริษัท ทั้งนี้ IFC ยังเข้ามาถือหุ้นประมาณ 6% ในกิจการบริษัทต่าง ๆ ด้วย (รายละเอียดเรื่องนี้ดูจากบันทึกการเจรจาวันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2511)  
    ป้ายคำค้น :
    2512 , IFC