2512
-
- ชื่อ
- พ.ศ.2512 การกู้เงินต่างประเทศกับการปรับโครงสร้าง : การกู้เงินต่างประเทศครั้งแรก
- รายละเอียด :
- บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ใช้บริการธนาคารต่างประเทศมาตั้งแต่ยุคก่อตั้ง เนื่องจากธนาคารไทยมีบทบาทจำกัดเฉพาะภายในประเทศ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด มีการบริหารงานสมัยใหม่และต้องติดต่อกับต่างประเทศตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเครื่องจักรจากประเทศเดนมาร์ก การซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศ ธนาคารที่ใช้บริการส่วนใหญ่จึงเป็น Hong Kong and Shanghai Banking Corporation (HSBC) และ Chartered Bank of India Austraria & China ซึ่งทั้งสองธนาคารนี้มีสาขาในเมืองสำคัญทั่วโลกที่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ติดต่อด้วย อาทิ ปีนัง ลอนดอน ไฮฟอง และต่อมาที่นิวยอร์ก เป็นต้น บริการที่สำคัญได้แก่ การออกเช็ค การโอนเงิน การซื้อเงินตราต่างประเทศ
นอกจากนี้บริษัทฯ ได้ลงทุนถือตราสารทางการเงินและมีเงินฝากสกุลปอนด์ สเตอริงในต่างประเทศ โดยเฉพาะลอนดอนและปีนัง สำหรับกรณีจำเป็นต้องใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินระยะสั้นจากธนาคารเพื่อซื้อเครื่องจักร
ในระยะต่อมาธนาคารเหล่านี้ก็ให้บริการกู้เงินเบิกเกินบัญชี (Over Draft) บ้าง ส่วนธนาคารในประเทศไทย ระยะต้น ๆ นั้นใช้ธนาคารไทยพาณิชย์ ตั้งแต่ยุคที่ยังเป็นธนาคารสยามกัมมาจล ในการจ่ายเงินบาทหรือกู้เงินระยะสั้นเพื่อติดต่อกับธนาคารต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ความจำเป็นในการใช้เงินมีมากขึ้น การลงทุนตั้งโรงงานหรือขยายกำลังการผลิต การจัดซื้อเครื่องจักร จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก กำไรจากกิจการไม่เพียงพอต่อการลงทุน ขณะที่การเพิ่มทุนกระทำลำบากขึ้น นอกจากนี้การกู้เงินจากธนาคารไทยพาณิชย์จำนวนมาก ๆ นั้นทำไม่ได้ เนื่องจากธนาคารนี้ก่อนปี พ.ศ.2515 มีทุนจดทะเบียนเพียง 15 ล้านบาทเท่านั้น ในช่วงนั้นบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง แต่ก็ได้จำนวนเงินไม่มาก ทั้งส่วนใหญ่เป็นการกู้เงินระยะสั้น ภาระดอกเบี้ยมีมากขึ้น
อิทธิพลของสหรัฐอเมริกามีมากขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สงครามเกาหลี และต่อเนื่องมาจนถึงสงครามเวียดนาม เงินดอลลาร์สหรัฐเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้ ธนาคารสหรัฐอเมริกาขยายธุรกิจเข้ามา นั่นคือจุดเริ่มของความประจวบเหมาะทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมีเหตุการณ์ที่น่าสนใจ
ปี พ.ศ.2498
7 มิถุนายน พ.ศ.2498 ลงนามในสัญญากู้เงินจาก EXIM Bank (ก่อตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และ Great Depression เพื่อให้การสนับสนุนทางด้านการเงินแก่ผู้ซื้อสินค้าจากสหรัฐอเมริกา) โดยกู้เงินจำนวน 1.25 ล้านเหรียญสหรัฐ ดอกเบี้ย 5.5% ต่อปี จัดซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ยี่ห้อ ”Worthington” จากบริษัท Westinghouse จากสหรัฐอเมริกา และมีเงินเหลือสามารถจัดซื้อหม้อเผาปูนเม็ดเพิ่มอีก 1 เตา จากประเทศเดนมาร์กให้กับโรงงานท่าหลวง เป็นการกู้เงินต่างประเทศครั้งแรกโดยไม่ต้องมีการค้ำประกัน แต่กระทรวงการคลังต้องค้ำประกันว่าบริษัทสามารถนำเงินตราต่างประเทศไปชำระหนี้ได้ นับเป็นการกู้เงินจากสกุลดอลลาร์สหรัฐครั้งแรก
- ป้ายคำค้น :
- 2512 , กู้เงินต่างประเทศ
-
- ชื่อ
- พ.ศ.2512 การกู้เงินต่างประเทศกับการปรับโครงสร้าง : คณะกรรมการควบคุมผู้จัดการชาวเดนมาร์ก
- รายละเอียด :
- ปี พ.ศ.2502
เดือนมกราคม กู้เงินจาก American Overseas Finance Company, New York จำนวน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ดอกเบี้ย 9.5% ต่อปี โดยให้ชำระเงินคืนภายใน 18 เดือน และเริ่มชำระเงินคืนเมื่อครบ 6 เดือนภายหลังได้รับเงิน และมีเงื่อนไขห้ามขาย เช่า โอน จำหน่าย ทรัพย์สินในกิจการค้า หรือการดำเนินงานของบริษัท ห้ามรวมกิจการ และบริษัทต้องจ่ายภาษีเงินได้ในประเทศไทยด้วย ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขที่เข้มงวด ทั้งเป็นเงินกู้ระยะสั้น และดอกเบี้ยค่อนข้างสูง คณะกรรมการพยายามหาทางกู้เงินภายในประเทศ แต่ทำได้ไม่เพียงพอ ประกอบกับการเงินของบริษัทฝืดเคืองมาก ในช่วงนั้นมีการเปลี่ยนผู้จัดการใหญ่เป็น Mr. Hemmingsen ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ทางด้านการเงิน
เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่กรรมการคนไทย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการเงินมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกู้เงิน โดยเฉพาะการร่างสัญญา กรรมการทั้ง 2 ท่าน ได้แก่ นายเกษม ล่ำซำ และ ม.ล.ปืนไทย มาลากุล
จากหลักฐานการเจรจาขอกู้เงินทั้งสองครั้ง ทั้งจาก Exim Bank และ American Overseas Finance Company (AOFC) เป็นความริเริ่มของผู้จัดการชาวเดนมาร์ก ทั้งสองคน คือ Mr. Jespersen และ Mr. Hemmingsen โดยมี Mr.Erik Thune อดีตผู้จัดการบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (ผู้จัดการคนที่ 2) ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท F.L. Smidth ที่นิวยอร์คให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบริษัทยังไม่พึงพอใจกับเงื่อนไขการกู้เงินทั้งสองครั้ง โดยเฉพาะครั้งล่าสุด จนต้องให้กรรมการคนไทยทั้งสองไปเกี่ยวข้องด้วย ต่อมาในเดือนกันยายน ได้มีการกู้เงินจาก Hong Kong & Shanghai Banking Corporation (HSBC) สาขา New York จำนวน1,600,000 เหรียญสหรัฐ นำไปชำระหนี้ทั้งหมดของ AOFC รวมทั้งดอกเบี้ย 9.5% ต่อปี ยังมีเงินเหลือจ่ายเงินกู้ของกองทุนสวัสดิการรถไฟที่กู้เงินมาอีก 15 ล้านบาท ซึ่งครบกำหนดใช้คืนในเดือนธันวาคม พ.ศ.2502 และมีเงินจ่ายดำเนินโครงการต่าง ๆ ได้ด้วย โดยเสียดอกเบี้ยไม่เกิน 7.5-8% ต่อปี ผ่อนชำระคืนเป็น 4 งวด เริ่มจาก 15 กรกฎาคม พ.ศ.2504 เป็นเงิน 400,000 เหรียญสหรัฐ จากนั้นผ่อนชำระทุก 6 เดือน โดยงวดสุดท้ายคือ 15 มกราคม พ.ศ. 2506
ระยะต่อมามีการต่อสัญญาหลายครั้ง ภายใต้เงื่อนไขเดิม จึงนับว่าเป็นการกู้เงินครั้งแรกที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการกู้เงินระยะยาว
เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงถึงบทบาทของกรรมการคนไทย โดยเฉพาะนายเกษม ล่ำซำ ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับธนาคารต่างประเทศ ในการดำเนินการแก้ไขสถานการณ์การเงิน โดยมีบทบาทอย่างมากในการเจรจากู้เงินจาก HSBC ซึ่งมีเงื่อนไขที่ดีกว่า ดอกเบี้ยต่ำกว่า และเงื่อนไขการชำระเงินนานขึ้น เพื่อนำมา Refinance หนี้จากสถาบันการเงินอื่นที่มีเงื่อนไขเข้มงวดมากกว่า
จากสถานการณ์นี้ จึงมีการเสนอตั้งคณะกรรมการควบคุมการบริหารเป็นครั้งแรก ประกอบด้วย ประธานกรรมการ หม่อมทวีวงศ์ถวัลย์ศักดิ์ นายเกษม ล่ำซำ และ ดร.จ่าง รัตนะรัต ควบคุมการบริหารของผู้จัดการชาวเดนมาร์กเป็นครั้งแรก
คณะกรรมการควบคุมการบริหารต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "คณะกรรมการบริหาร"
- ป้ายคำค้น :
- Hemmingsen , Jespersen , 2512 , American Overseas Finance Company , Exim Bank , Erik Thune , F.L. Smidth , เกษม ล่ำซำ
-
- ชื่อ
- พ.ศ.2512 การกู้เงินต่างประเทศกับการปรับโครงสร้าง : ความสัมพันธ์กับ IFC
- รายละเอียด :
- พ.ศ.2502
International Finance Corporation, Washington (IFC) เป็นสถาบันการเงิน ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ.2499 มีนโยบายให้กู้เงินที่มีลักษณะเฉพาะโดยต้องมีส่วนเข้าถือหุ้นและการบริหารในระดับใดระดับหนึ่ง แนวทางเช่นนี้จะทำให้ IFC มีความมั่นใจในลูกหนี้ ขณะเดียวกันก็ได้รับผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ย ส่วนทางด้านลูกหนี้ การที่ IFC ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของธนาคารโลกสนับสนุนและถือหุ้นอยู่ด้วย ย่อมจะทำให้บริษัทมีความมั่นคงและสร้างความมั่นใจในวงการธุรกิจมากขึ้น การให้ความสนใจต่อภูมิภาคนี้ตามกระแสของสหรัฐอเมริกาได้ทำให้บริษัทผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด กู้เงินได้ 10 ล้านบาท (300,000 เหรียญสหรัฐ )
พ.ศ.2504
บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด รับโอนหนี้ของ IFC จำนวน 3 แสนเหรียญสหรัฐมาจากบริษัทผลิตภัณฑ์วัตถุก่อสร้าง จำกัด เนื่องจากไม่ได้นำเงินไปใช้ แต่ต้องเสียดอกเบี้ย 6% ต่อปี และในกรณีที่มีกำไรเกิน 10% ของทุนต้องแบ่งจ่ายให้ IFC 15% ของส่วนที่เกินเป็นเวลา 10 ปีของสัญญา อีกทั้งต้องออกตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่ง IFC สามารถโอนได้
บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ตัดสินใจรับโอนหนี้พร้อมทั้งซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินมาทั้งหมด โดยใช้เงินไป 312,000 เหรียญสหรัฐ คำนวณเพิ่มเติมจากเงินปันผลรวมเข้าไปด้วย ทั้งนี้คณะกรรมการได้มอบหมายให้ประธานกรรมการ หม่อมทวีวงศ์ถวัลย์ศักดิ์ และ นายเกษม ล่ำซ่ำ กรรมการผู้เชี่ยวชาญทางการเงินไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง หากเห็นด้วยก็จะดำเนินการต่อไป จากนั้นมาบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ซึ่งมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงขยายกำลังการผลิต แต่รวมไปถึงการตั้งกิจการใหม่ ๆ โดยเฉพาะโครงการผลิตเหล็กซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก
สถานการณ์การเงินค่อนข้างตึงมาตลอด เนื่องจากส่วนใหญ่แสวงหาเงินทุนด้วยการเบิกเงินเกินบัญชี (Overdraft) จากธนาคารต่าง ๆ ซึ่งเป็นการกู้เงินระยะสั้น และดอกเบี้ยค่อนข้างสูง ทั้งที่ในช่วงการขึ้นมาดำรงตำแหน่ง Mr.Hemmingsen ได้แถลงแนวทางต่อคณะกรรมการไว้ว่า จะพยายามหาทางลดภาระหนี้สินที่เป็นเงินกู้ระยะสั้น โดยแสวงหาเงินกู้ระยะยาว ซึ่งเป็นความพยายามในการแก้ปัญหาเงินทุน มาตรการหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การออกหุ้นในวงเงิน 150 ล้าน จำนวน 2 งวด ในปีพ.ศ. 2507-2508 จำหน่ายให้กับผู้ถือหุ้นเดิม ธนาคารที่ใช้บริการ ตัวแทนผู้จำหน่ายสินค้า รวมทั้งธนาคารในต่างประเทศด้วย แม้ว่าจะเป็นเงินทุนระยะยาวซึ่งกำหนดชำระคืนใน 7 ปี แต่ดอกเบี้ยก็ยังสูงถึง 9-10%
นอกจากนั้น ยังมีความพยายามกู้เงินต่างประเทศมาโดยตลอด ครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งก่อนจะถึงการกู้จาก IFC เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2508 สถานการณ์ภาระหนี้สินที่ค่อนข้างน่าวิตก ก่อนการกู้เงินก้อนนี้มีการบันทึกไว้ในจดหมายของกรรมการผู้จัดการ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ.2508
พ.ศ.2508
กู้เงินจาก Chase Manhattan Bank, New York จำนวน 4.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ดอกเบี้ย 6.5% กำหนดใช้คืนใน 5 ปี โดยผู้กู้คือบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ร่วมกับบริษัทกระเบื้องกระดาษไทย จำกัด มีธนาคารในประเทศ 3 แห่งค้ำประกันคือ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยทนุ และธนาคารกรุงเทพพณิชยการ
พ.ศ.2511
เดือนพฤษภาคม เตรียมขยายงานครั้งใหญ่ได้ติดต่อ IFC, Washington มาดูโรงงานทั้ง 3 แห่งของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด โดยขอกู้เงิน 18 ล้านเหรียญสหรัฐ และเสนอขายหุ้นส่วนหนึ่งให้กับ IFC
พ.ศ.2512
เดือนมีนาคม IFC อนุมัติการกู้เงินให้บริษัทฯ โดยมีเงื่อนไข 3 ข้อ คือ ข้อแรก การนัดประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่ต่างประเทศนั้นต้องนัดล่วงหน้า 21 วัน ข้อสอง ให้มีการโอนหุ้นได้โดยเสรี ข้อสาม การเพิ่มทุนของบริษัทนั้นให้สิทธิผู้ถือหุ้นเดิมมีสิทธิเพิ่มทุนก่อนตามสัดส่วนที่ถือครองอยู่เดิมและขอให้สำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ออกหนังสือรับรองด้วย
ทำสัญญากู้เงินจาก IFC วันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2512 ด้วยอัตราดอกเบี้ย 8.5% ต่อปี แต่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะที่ยุโรปเพิ่มเป็น 9.75% ต่อปี
การกู้เงิน IFC มีลักษณะพิเศษกว่าการกู้เงินโดยทั่วไป นอกจากจะเป็นเงินกู้ก้อนใหญ่ที่สุดที่เคยกู้มาแล้วยังเป็นการกู้ร่วมของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัดและบริษัทที่เกี่ยวข้องอีก 4 บริษัท ทั้งนี้ IFC ยังเข้ามาถือหุ้นประมาณ 6% ในกิจการบริษัทต่าง ๆ ด้วย (รายละเอียดเรื่องนี้ดูจากบันทึกการเจรจาวันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2511)
- ป้ายคำค้น :
- 2512 , IFC