2526
-
- ชื่อ
- พ.ศ.2526 โรงงานบางซื่อหยุดผลิต
- รายละเอียด :
- โรงงานบางซื่อเป็นโรงงานเเห่งเเรกของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด เริ่มผลิตปูนซีเมนต์ครั้งเเรกในปี พ.ศ. 2458 เเละได้เพิ่มกำลังผลิตมาอย่างต่อเนื่องจนมีกำลังผลิตสูงสุดที่ 390,000 ตันต่อปี เมื่อติดตั้งหม้อเผา 6 เเล้วเสร็จในปี พ.ศ.2510
เมื่อปลายปี พ.ศ.2487 มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นคือหม้อเผา 1 และ 2 วิศวกรชาวไทยที่พยายามนำชิ้นส่วนที่ยังใช้ได้ของหม้อเผาทั้ง 2 มาประกอบเป็นหม้อเผาใบใหม่ ซึ่งในที่สุดสามารถใช้ผลิตปูนได้อีกครั้ง ช่วยบรรเทาปัญหาขาด เเคลนปูนซีเมนต์ที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น
โรงงานบางซื่อมีความสำคัญในการผลิตปูนซีเมนต์เป็นโรงงานเเห่งเดียวของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด จนกระทั่งเปิดโรงงานเเห่งที่ 2 ที่ท่าหลวง ในปี พ.ศ.2491 แห่งที่ 3 ที่ทุ่งสงในปี พ.ศ.2509 และเเห่งที่ 4 ที่เเก่งคอยในปี พ.ศ.2514
บทบาทในด้านการผลิตของโรงงานบางซื่อได้เริ่มลดลง เมื่อคำนึงถึงข้อจำกัดในเรื่องการขนส่งวัตถุดิบ การลำเลียงปูนซีเมนต์ให้ลูกค้า กอปรกับการขยายตัวของตัวเมืองที่ขยายตัวเข้าใกล้โรงงานซึ่งกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมนับวันยิ่งเข้มงวดมากขึ้น
ในการพิจารณาคัดเลือกสำนักงานบริษัทเครือซิเมนต์ไทยในปี พ.ศ.2522 มีการคาดการณ์ว่าพื้นที่โรงงานบางซื่อ ทั้งโรงงานปูนซีเมนต์เเละ โรงงานกระเบื้องกระดาษจะไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นโรงงานอีกต่อไปในอีก 10 - 20 ปีข้างหน้า น่าจะใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์มากกว่า
เเต่เหตุการณ์กลับเป็นเช่นนั้นเพียง 2 ปีหลังจากนั้น ช่วงกลางปี 2524 หม้อเผาผลิตปูนซีเมนต์เทาทั้ง 3 ลูกได้หยุดผลิต เเต่โรงงานบางซื่อยังคงมีการผลิตปูนซีเมนต์ขาวโดยใช้หม้อเผา 3 ซึ่งก็ผลิตได้เพียงปีเดียว ก่อนที่จะหยุดผลิตในปี พ.ศ.2525 ถือเป็นการสิ้นสุดการผลิตที่โรงงานบางซื่อเป็นการถาวร ส่วนการบดเเละจ่ายปูนซีเมนต์ยังคงดำเนินไปจนถึงกลางปี พ.ศ.2526
ความสำคัญของโรงงานบางซื่อ จึงได้เปลี่ยนจากการผลิตไปสู่การเป็นสำนักงานบริษัทเครือซิเมนต์ไทย นับเเต่นั้นเป็นต้นมา
- ป้ายคำค้น :
- บางซื่อ , 2526
-
- ชื่อ
- พ.ศ.2526 การพัฒนาระบบจัดจำหน่าย
- รายละเอียด :
- ในยุคเเรกเริ่มบริษัทที่ทำหน้าที่ผลิตสินค้าใด ๆ จะต้องทำหน้าที่ขายสินค้านั้นเองด้วย อย่างเช่น บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด มีการตั้งโต๊ะขายตั๋วสินค้าที่หน้าโรงงาน ต่อมามีการจัดตั้งบริษัทค้าวัตถุก่อสร้าง จำกัด ในปี พ.ศ.2505 เพื่อทำหน้าที่จัดจำหน่ายสินค้าที่เครือซิเมนต์ไทยผลิตทั้งในประเทศเเละต่างประเทศ
ต่อมาในสมัยนายอายุส อิศรเสนา ณ อยุธยา ซึ่งมีประสบการณ์การทำงานด้านจัดจำหน่ายจาก ESSO เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ก็ได้พยายามพัฒนาเครือข่าย มีการตั้งผู้เเทนจำหน่ายเพื่อกระจายสินค้าไปทั่วประเทศเเละต่อเนื่องมาถึงยุคนายจรัส ชูโต ได้มีการพัฒนาคลังสินค้าเพื่อใช้เป็นที่เก็บสินค้าในภูมิภาค เพื่อร่นระยะเวลาในการส่งของถึงมือลูกค้าให้เร็วขึ้น
ในปี พ.ศ.2521 ในขณะที่บริษัทค้าวัตถุก่อสร้าง จำกัด ได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทค้าสากลซิเมนต์ไทย จำกัด เเละเปลี่ยนไปดำเนินธุรกิจด้านการค้าระหว่างประเทศ งานจัดจำหน่ายสินค้าซึ่งบริษัทค้าวัตถุก่อสร้างเดิมรับผิดชอบอยู่ก็ถูกโอนให้สายการตลาดของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด เป็นผู้ดูเเล
ส่วนหนึ่งของงานพัฒนาระบบผู้แทนจำหน่ายนั้น คือ การนำระบบคอมพิวเตอร์ Online เข้ามาใช้ ซึ่งระบุไว้ในรายงานประจำปี พ.ศ.2523 ถึงความสำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ที่มีต่อเครือซิเมนต์ไทย ซึ่งเครือซิเมนต์ไทยเองได้นำเข้ามาใช้เป็นเวลานานถึง 13 ปีเเล้วเเละในปี พ.ศ.2523 เครือฯ ได้เริ่มนำระบบ Online มาช่วยในการปฏิบัติงาน โดยศูนย์กลางของระบบตั้งอยู่ที่บางซื่อเเละสามารถติดต่อกับศูนย์ผลิตที่สำคัญ 2 เเห่งคือ ท่าหลวงเเละบางซ่อน รวมทั้งสำนักงานขายที่พหลโยธิน
ซึ่งนอกจากงานด้านการจัดจำหน่ายเเล้ว ระบบคอมพิวเตอร์ Online ยังนำมาใช้งานด้านวางเเผนควบคุมการปฏิบัติการด้านการผลิต การเงิน การขนส่ง การซ่อมบำรุง รวมทั้งงานด้านการบันทึกเเละเรียกดูข้อมูลอีกด้วย
ปี พ.ศ.2526 ถือเป็นการตั้งระบบผู้เเทนจำหน่ายอย่างเต็มรูปแบบ ดังที่ปรากฏในรายงานประจำปี พ.ศ.2526
“เนื่องจากช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าหลักของเครือซิเมนต์ไทย ส่วนใหญ่ผ่านทางผู้แทนจำหน่ายของบริษัท จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างขอบข่ายของผู้แทนจำหน่ายให้แข็งแกร่ง เพื่อกระจายสินค้าสู่ผู้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และนำผู้แทนจำหน่ายชมโรงงานเพื่อให้เกิดความมั่นใจและเข้าใจในสินค้าของเครือซิเมนต์ไทย ซึ่งอาจนำไปเผยแพร่ให้กับผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้องต่อไป”
นายดุสิต นนทะนาคร ได้รับมอบหมายจากนายชุมพล ณ ลำเลียงให้เข้ามาดูเเลฝ่ายผู้เเทนจำหน่าย – สายการตลาด การตั้งระบบผู้เเทนจำหน่ายประกอบไปด้วยงาน 2 ส่วน คือทำระบบแบ่งกลุ่มผู้เเทนจำหน่ายเเละทำระบบคอมพิวเตอร์ Online
เริ่มด้วยความพยายามแบ่งผู้เเทนจำหน่ายที่มีอยู่ในขณะนั้นประมาณ 700 - 800 ราย ออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่ม 1 คือกลุ่มที่ขายสินค้าของเครือซิเมนต์ไทยเพียงอย่างเดียว เเละ
กลุ่ม 2 คือกลุ่มที่ขายสินค้าของเครือซิเมนต์เเละสินค้าของบริษัทอื่น ๆ ด้วย โดยให้ผู้เเทนจำหน่ายเป็นคนเลือกด้วยความสมัครใจ
หลังจากนั้น 1 ปี เครือซิเมนต์ไทยมีความต้องการที่จะพัฒนาระบบผู้เเทนจำหน่ายให้เหลือเพียงกลุ่มเดียว ซึ่งในที่สุดก็ได้ผู้เเทนจำหน่ายที่เข้มเเข็งประมาณ 500 ราย ซึ่งจะทำให้สามารถเพิ่มความเชื่อถือระหว่างกัน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน การประสานข้อมูล การปรับหน้าร้าน อาทิเช่น การเเบ่งส่วนที่เป็นโกดังสินค้าสะอาดเเละโกดังสินค้าสกปรก เป็นต้น ก่อนที่จะพัฒนาเป็น Cementhai Homemart ในเวลาต่อมา
ทางด้านระบบคอมพิวเตอร์ Online นั้นเป็นการเชื่อมต่อสำนักงานต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งในระยะเเรกเริ่มยังทำเป็น Batch อยู่ คือ Update ข้อมูลทุก ๆ สัปดาห์ ก่อนที่จะพัฒนาเป็นระบบ Real Time ในเวลาต่อมา
- ป้ายคำค้น :
- 2526 , ระบบจัดจำหน่าย , ระบบคอมพิวเตอร์ , ระบบผู้เเทนจำหน่าย , ดุสิต นนทะนาคร
-
- ชื่อ
- พ.ศ.2526 อาคารสำนักงานใหญ่เเห่งใหม่
- รายละเอียด :
- จุดกำเนิดของสำนักงานบางซื่อ เริ่มขึ้นในเดือนมกราคมปี พ.ศ.2522 เมื่อนายสมหมาย ฮุนตระกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ในขณะนั้น เล็งเห็นว่าพื้นที่สำนักงานที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับได้ในอนาคตอันใกล้ จึงได้ดำริให้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาความต้องการพื้นที่สำนักงานของเครือซิเมนต์ไทย เเละได้กำหนดเเผนแม่บทไว้ โดยคำนึงถึงบริษัทที่จะเข้ามาอยู่ในเครือซิเมนต์ไทย ผังเมือง และการวางผังต่าง ๆ ของที่ดินเพื่อหาทำเลเเละขนาดของที่ดิน
การศึกษาได้ผลสรุปออกมาว่าบริเวณบางซื่อเป็นทำเลที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากมีขนาดของที่ดินมากถึง 148 ไร่ มีถนนเตชะวณิชเเละถนนเทอดดำริผ่าน มีทางรถไฟอยู่ใกล้ ๆ ติดคลองเปรมประชากรเเละเพียบพร้อมไปด้วยสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ และจะมีระบบขนส่งมวลชนผ่านหรือเฉียดเข้ามาใกล้ 2 สาย (โครงการเป็นอันเลิกล้มไปในเวลาต่อมา) ใกล้สนามบินทั้งในกรณีที่รัฐบาลขยายสนามบินดอนเมืองหรือสร้างสนามบินหนองงูเห่า
ต่อมาในเดือนมีนาคม พ.ศ.2523 นายจรัส ชูโต ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ที่เพิ่งเข้ารับตำเเหน่งได้สานต่อแผนแม่บทที่ได้วางไว้ก่อนหน้านี้ โดยได้เห็นชอบในหลักการในการสร้างอาคารสำนักงานเเห่งใหม่ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางการบริหารของเครือซิเมนต์ไทย เนื่องจากเห็นว่าอาคารสำนักงานของบริษัทในเครือซิเมนต์ไทยกระจายอยู่หลายเเห่ง ทำให้การติดต่อเเละประสานงานกันได้ไม่เร็วพอ นอกจากนี้การสร้างอาคารสำนักงานใหญ่เเห่งใหม่ยังมีนัยของการ Integrate ความเเตกต่างที่กระจัดกระจายเข้าสู่ระบบอีกด้วย
พิธีวางศิลาฤกษ์กำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2525 เป็นพิธีภายในระดับบริษัทโดยมีนายจรัส ชูโต กรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นประธานในพิธี และได้ก่อสร้างแล้วเสร็จและทำพิธีเปิดเมื่อวัน 9 ธันวาคม พ.ศ.2526 พร้อมกับงานฉลองครบรอบ 70 ปีกิจการบริษัท ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 253 ล้านบาท โดยเงิน 123 ล้านบาทได้จากการขายอาคารพหลโยธินพร้อมที่ดิน
- ป้ายคำค้น :
- 2526 , สำนักงาน
-
- ชื่อ
- พ.ศ.2526 ธุรกิจเคมีภัณฑ์
- รายละเอียด :
- นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 เครือซิเมนต์ไทยเริ่มขยายการลงทุนใหม่เข้าสู่ธุรกิจปิโตรเคมี ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญสู่อนาคตที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบสามทศวรรษ โดยมีเครือซิเมนต์ไทยเป็นผู้นำอุตสาหกรรมมูลค่ามหาศาลนี้
ทศวรรษแรกสู่ธุรกิจปิโตรเคมี (ระหว่างปี พ.ศ.2526 - 2535)
เมื่อบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด เริ่มคิดจะขยายเข้าสู่ธุรกิจปิโตรเคมีอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ.2526 โดยก่อตั้งบริษัทไทยlโพลิเอททีลีน จำกัด (Siam Polyethylene Co.,Ltd. ต่อมาเปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษเป็น Thai Polyethylene Co.,Ltd.) ด้วยทุนจดทะเบียนแรกเริ่ม 50 ล้านบาท ในยุคนายจรัส ชูโต เป็นผู้จัดการใหญ่ โดยขณะนั้นมี นายจรัส ชูโต นายชุมพล ณ ลำเลียง และนายอมเรศ ศิลาอ่อน เป็นกรรมการบริษัทใหม่แห่งนี้ด้วย และได้มอบหมายให้นายอภิพร ภาษวัธน์ เดินทางไปทั่วโลกเพื่อศึกษาข้อมูลอุตสาหกรรมนี้ทั้งด้านเทคโนโลยีและการผลิตผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ และต่อมานายอภิพรฯ ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทคนแรก
การเกิดขึ้นของธุรกิจปิโตรเคมีของเครือซิเมนต์ไทยสอดรับกับแผนแม่บทโครงการปิโตรเคมีของรัฐ ซึ่งก่อตั้งบริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด (National Petrochemical Corporation Ltd.หรือ NPC) เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2526 โดยมีเป้าหมายสร้าง Petrochemical Complex ขั้นต้นของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย เพื่อผลิต Feed Stock ที่ใช้ในการผลิต HDPE และ Downstream อื่น ๆ โดยนำก๊าซธรรมชาติที่เพิ่งถูกขุดขึ้นจากอ่าวไทยมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในยุครัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์
โครงการปิโตรเคมีแห่งชาตินี้มี ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในขณะนั้น เป็นประธานคณะอนุกรรมการอุตสาหกรรมปิโตรเคมีผลักดันอย่างแข็งขัน โดยคณะอนุกรรมการฯ ได้คัดเลือกผู้ร่วมทุนฝ่ายเอกชนที่บุกเบิกทางการค้าและการผลิตในอุตสาหกรรมนี้ขึ้นมา 4 ราย ได้แก่ บริษัทไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด ของตระกูลเอื้อชูเกียรติ กลุ่มศรีกรุงวัฒนาในฐานะผู้นำเข้าเม็ดพลาสติกโดยมีธนาคารกรุงเทพสนับสนุน กลุ่มทีพีไอ และบริษัทไทยโพลิเอททีลีน จำกัด ในเครือซิเมนต์ไทยเข้าร่วมโครงการปิโตรเคมีแห่งชาติ ตามข้อผูกพันที่ร่วมถือหุ้นเบื้องต้น 13.8572% โดยนายอมเรศ ศิลาอ่อน ในฐานะกรรมการบริษัทไทยโพลิเอททีลีน จำกัด เป็นผู้ลงนามและเข้าร่วมเป็นกรรมการบริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติขณะนั้น
บริษัทไทยโพลิเอททีลีน จำกัด เป็นผู้ผลิตเม็ดพลาสติกโพลิเอททีลีนและเม็ดพลาสติกโพลิโพรไพลีนครบทุกประเภทเป็นรายแรกของประเทศไทย ต่อมาได้เข้าถือหุ้นในบริษัทไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด(TPC) ของตระกูลเอื้อชูเกียรติซึ่งเป็นผู้ผลิต PVC รายใหญ่ที่สุดขณะนั้น
ในปี พ.ศ.2531 คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกได้กำหนดแผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นที่ 2 (NPC2) โดยได้เริ่มศึกษาโครงการผลิต aromatics และมีเป้าหมายให้โครงการแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2537 ปรากฏว่าโครงการที่เครือซิเมนต์ไทยให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก คือโครงการผลิตสไตรีนโมโนเมอร์เเละโพลิโพรไพลีน ซึ่งเป็นโครงการที่ช่วยสนับสนุนและเสริมกิจการที่เครือซิเมนต์ไทยประกอบอยู่แล้ว ส่วนโครงการอื่น ๆ เครือซิเมนต์ไทยจะพิจารณาลงทุนเฉพาะในกรณีที่มีผู้สนใจลงทุนชักชวนให้เข้าร่วมทุน
ดังนั้นเครือซิเมนต์ไทยจึงทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการผลิตเม็ดพลาสติกโพลิโพรไพลีน ซึ่งเป็นวัตถุดิบขั้นต้นสำหรับผลิตโพลิโอเลฟินส์ เพื่อใช้ผลิตเม็ดพลาสติกและอื่น ๆ โดยในปี พ.ศ.2532 บริษัทไทยโพลิโพรไพลีน จำกัด ซึ่งได้ดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 1 ล้านบาทเป็น 36 ล้านบาท (ทุนจดทะเบียนตามคำขอส่งเสริมการลงทุน 360 ล้านบาท)
ต่อมาในปี พ.ศ.2534 บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ร่วมกับ Dow Chemical (Thailand) ตั้งบริษัทสยามสไตรีนโมโนเมอร์ จำกัด โดย Dow Chemical USA ถือหุ้น 46% บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด 44% และบริษัทแปซิฟิคพลาสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด 10% เพื่อผลิตสไตรีนโมโนเมอร์ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตโพลิสไตรีน โครงการนี้ใช้เงินลงทุนในทรัพย์สินถาวร 2,532 ล้านบาท กำลังผลิตปีละ 150,000 ตัน
ตลอดทศวรรษแรก เป็นช่วงเวลาสิบปีที่เครือซิเมนต์ไทยได้บุกเบิกพื้นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอย่างก้าวหน้า โดยมีพันธมิตรและเทคโนโลยีธุรกิจอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระดับโลก โดยในปี พ.ศ.2530 ร่วมลงทุนกับยักษ์ใหญ่ธุรกิจระดับโลก เช่น บริษัท Dow Chemical ประเทศสหรัฐอเมริกา
เจ้าของบริษัทแปซิฟิคพลาสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตโพลิสไตรีน Polystyrene Resin รายใหญ่ในประเทศ
ต่อมาได้ร่วมเซ็นสัญญากับบริษัท Mitsui Chemicals แห่งประเทศญี่ปุ่น จากจุดเริ่มต้นที่เลือกเทคโนโลยีการผลิต HDPE จากบริษัท Mitsui Petrochemical Industries ขณะที่โครงการ LLDPE ได้เลือกเทคโนโลยีขั้นต้น 2 ราย คือ Union Carbide และ BP Chemicals
ทศวรรษที่สองกับโรงงานโอเลฟินส์ (ระหว่างปี พ.ศ.2536 -2544)
ธุรกิจปิโตรเคมีของเครือซิเมนต์ไทยขยายการเติบโตอย่างมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ในยุคของนายชุมพล ณ ลำเลียง เป็นผู้จัดการใหญ่ ซึ่งมี ภูมิหลังครอบครัวรุ่นบิดาเป็นผู้นำเข้าเม็ดพลาสติกมาก่อน วิสัยทัศน์การลงทุนขยายงานปิโตรเคมีอุตสาหกรรมทั้งในรูป Vertical และ Horizontal Integration นำไปสู่การลงทุนใหม่ ๆ ในปี พ.ศ.2533 บริษัทไทยโพลิเอททีลีน จำกัด ได้เริ่มผลิตและจำหน่าย HDPE (High Density Polyethylene) ตั้งแต่ต้นปี และได้เริ่มผลิต LLDPE (Linear Low Density Polyethylene) เมื่อตอนปลายปี ซึ่งปรากฏผลประกอบการที่ดีมาก
ในปี พ.ศ.2542 บริษัทไทยโอเลฟินส์ จำกัด ผู้ผลิตเอททีลีน โพรไพลีนและ Mixed C4 ในโครงการ NPC-2 ซึ่งมี ปตท. บริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด และบริษัทต่อเนื่องอีก 6 บริษัท ซึ่งมีบริษัทสยามสไตรีนโมโนเมอร์ จำกัด และบริษัทไทยโพลิโพรไพลีน จำกัด เข้าร่วมถือหุ้นตามอัตราส่วนการซื้อวัตถุดิบจากบริษัทไทยโอเลฟินส์ จำกัด คิดเป็น 3.82 และ 6.86% ของทุนจดทะเบียนตามลำดับ
ต่อมาจึงได้เริ่มการเข้าสู่ธุรกิจปิโตรเคมีขั้นต้น ด้วยการก่อตั้งโรงงานโอเลฟินส์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2542 ทำให้กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เครือซิเมนต์ไทยกลายเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีครบวงจรรายใหญ่รายหนึ่งของประเทศ และกลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ด้วยการดำเนินธุรกิจผ่านทีมผู้บริหารและพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจปิโตรเคมี
ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ในเครือซิเมนต์ไทยมีทั้งหมด 35 บริษัท แต่มีเพียง 10 บริษัทที่เครือซิเมนต์ไทยมีสัดส่วนถือหุ้น 100% ส่วน 25 บริษัทที่เหลือเป็นการร่วมทุนจากผู้นำในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั้งภายในและในต่างประเทศ เช่น บริษัท Mitsui Chemicals บริษัท Mitsubishi Rayon แห่งประเทศญี่ปุ่น บริษัท Dow Chemical แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ทำให้ปัจจุบันธุรกิจปิโตรเคมีของเครือซิเมนต์ไทยผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ทั้งบริหารแต่เพียงผู้เดียวและร่วมลงทุนกับบริษัทชั้นนำ
จากการดำเนินงานที่มีการควบคุมคุณภาพของสินค้าอย่างสม่ำเสมอ ทำให้สินค้าของธุรกิจเคมีภัณฑ์เป็นที่ต้องการของตลาด ในปี พ.ศ.2547 เครือซิเมนต์ไทยมียอดขายโดยรวม 204,372.29 ล้านบาท มากกว่าครึ่งเป็นรายได้ที่มาจากกลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งส่งออกยังต่างประเทศมากกว่า 50% ของ ยอดขายรวม ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้การบริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและฉับไว ธุรกิจเคมีภัณฑ์ จึงได้จัดตั้งสาขาในต่างประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ พม่า เวียดนาม และออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังได้เครือข่ายของบริษัทร่วมทุนต่าง ๆ ในการกระจายสินค้าไปยังลูกค้าอีกทางหนึ่งด้วย ธุรกิจเคมีภัณฑ์ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9002 และ ISO 14000 จากสถาบันที่เป็นที่ยอมรับของประเทศไทย และได้รับรางวัลประเภทอื่น ๆ อีกหลายประเภท อาทิเช่น รางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น รางวัลดีเด่นด้านความปลอดภัยในการทำงาน รางวัลดีเด่นในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมและบริการทางสังคม ซึ่งธุรกิจเคมีภัณฑ์มีนโยบายที่จะให้ทุกบริษัทในเครือฯ ขอรับการรับรองระบบคุณภาพและระบบการจัดการต่าง ๆ
- ป้ายคำค้น :
- 2526 , ปิโตรเคมี , บริษัทไทยโพลิเอททีลีน จำกัด , โรงงานโอเลฟินส์
-
- ชื่อ
- พ.ศ.2526 ธนาคารพาณิชย์ประสบปัญหา รัฐบาลประกาศลดค่าเงินบาท
- รายละเอียด :
- ธนาคารกรุงเทพประสบข่าวลือว่ามีปัญหากิจการ จนเป็นเหตุให้คนแห่ถอนเงินจำนวนมาก แต่ก็รักษาสถานการณ์เอาไว้ได้ธนาคารเอเชียทรัสต์มีปัญหา ทางการเข้ายึดกิจการ ซึ่งเป็นครั้งแรกตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ธนาคารพาณิชย์มีปัญหารุนแรง รัฐบาลลดค่าเงินบาท รวมทั้งประกาศนโยบายใหม่ให้เงินบาทผูกกับดอลลาร์สหรัฐฯ น้อยลง มาผูกกับ "ระบบตะกร้า" ซึ่งเป็นสัญญาณว่าไทยกำลังหันเหยุทธศาสตร์การส่งเสริมอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้ามาสู่การส่งออกมากขึ้น การลดค่าเงินบาททำให้สินค้าส่งออกของไทยได้เปรียบคู่แข่ง การส่งออกดีขึ้น
พ.ศ.2526 -2527 รัฐบาลใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด
วิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่ต่อเนื่องมา ทำให้รัฐบาลใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด ส่งผลให้สถาบันการเงินหลายแห่งมีปัญหา รัฐบาลต้องเข้าควบคุม กลุ่ม PSA ประสบปัญหากิจการหลักบริษัทพัฒนาเงินทุนปิดกิจการ ปิดฉากตำนานการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจกลุ่มใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523
- ป้ายคำค้น :
- 2526 , ธนาคารพาณิชย์ , ลดค่าเงินบาท