2540

  • ชื่อ
    พ.ศ.2540 เผชิญวิกฤตการณ์การเงิน
    รายละเอียด :
    เมื่อเผชิญวิกฤตการณ์เครือซิเมนต์ไทยได้ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน อย่างตรงไปตรงมาและทันท่วงที พร้อมทั้งดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ด้วยการปรับแผนงานอย่างไม่รอช้า

    “การดำเนินงานของเครือซิเมนต์ไทย ช่วงครึ่งปีแรกยังคงมีผลเป็นที่น่าพอใจ   แม้ว่าสภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจโดยรวมเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ความรุนแรงเริ่มเข้าขั้นวิกฤตในครึ่งปีหลัง โดยเริ่มจากการปรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นแบบลอยตัว ทำให้ความต้องการสินค้าเครือซิเมนต์ไทยในประเทศลดลงมาก รวมทั้งหนี้ต่างประเทศของเครือซิเมนต์ไทยประมาณกว่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐเพิ่มสูงขึ้นมากทันที เครือซิเมนต์ไทยต้องบันทึกบัญชีรับรู้ผลการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมดด้วย ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและการเงินที่ผันผวน เครือซิเมนต์ไทยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานและวิธีการดำเนินธุรกิจใหม่ โดยเน้นประเด็นสำคัญดังนี้

    • ยกเลิกหรือชะลอโครงการที่ได้วางแผนไว้เดิมทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    • ปรับราคาสินค้าตามสภาวะต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้น

    • เร่งดำเนินงานด้านส่งออกของทุกสินค้า โดยหาตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยตลาดภายในประเทศที่ลดลงและเพื่อให้โรงงานสามารถเดินเครื่องจักรได้เต็มที่

    • ปรับปรุงงานให้มีประสิทธิภาพเพื่อลดของเสีย ลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนการผลิต ตลอดจนความสิ้นเปลืองต่าง ๆ โดยเน้นสร้างพฤติกรรมประหยัดในการดำเนินงานทุกขั้นตอน

    • บริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการลดสินค้าและวัสดุคงคลัง ปรับลดระยะและวงเงินการให้สินเชื่อแก่ลูกค้า”

    (คำแถลงของประธานกรรมการในรายงานประจำปี พ.ศ.2540)

    รายการหนี้สินของเครือซิเมนต์ไทย

    เมื่อปลายเดือนกันยายนปี พ.ศ.2541 เครือซิเมนต์ไทยมีหนี้สินรวมทั้งสิ้น 206,000 ล้านบาทหรือ 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หนี้สินของเครือซิเมนต์ไทยอาจจัดแบ่งได้เป็นสามประเภท คือ เงินกู้สำหรับโครงการเงินกู้ระยะยาวสำหรับบริษัทและเงินกู้ธนาคารระยะสั้น เงินกู้สำหรับโครงการมีระยะเวลาการใช้คืน 7 ถึง 10 ปีและมักเป็นเงินกู้สำหรับธุรกิจนั้น ๆ โดยตรง เงินกู้ระยะยาวสำหรับบริษัทส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ของบริษัทแม่โดยมีระยะปลอดหนี้สองปีประมาณ 48,600 ล้านบาท หรือ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงินกู้ระยะสั้นที่มีกำหนดใช้คืนในหนึ่งปีหรือน้อยกว่า หนี้สินที่ไม่ผูกพันกับโครงการ     ทั้งหมดเป็นหนี้สินที่ไม่มีการค้ำประกัน

    แม้ว่าสภาพแวดล้อมจะมีความไม่แน่นอน แต่หนี้สินเงินกู้ก็ยังมีเสถียรภาพ เงินกู้ที่ถูกเรียกคืนมีเพียง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  หรือประมาณ 2% ของหนี้สินทั้งหมดเท่านั้น เครือซิเมนต์ไทยเห็นว่าเสถียรภาพนี้เป็นผลมาจากประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ด่างพร้อยของบริษัท กระแสเงินสดรับที่มั่นคง การปรึกษาหารืออย่างสม่ำเสมอกับธนาคารผู้ให้กู้และความยึดมั่นในพันธะของการชำระดอกเบี้ยและส่วนของเงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระอย่างไม่บิดพลิ้ว

    หนี้สินของเครือซิเมนต์ไทยยังกระจายอยู่กับผู้ให้กู้หลายราย โดยสินเชื่อมากกว่า 1,300 รายการมาจากผู้ให้กู้กว่า 100 ราย เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดเป็นเจ้าของ 8.3% ของหนี้สินที่มีอยู่ และเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด 10 รายรวมกันแล้วคิดเป็น 52% ของหนี้สินทั้งหมดของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ณ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2541 (จากรายงานประจำปี พ.ศ.2541)  
    ป้ายคำค้น :
    2540 , วิกฤตการณ์การเงิน
  • ชื่อ
    พ.ศ.2540 วิกฤตเศรษฐกิจของไทยที่ส่งผลกระทบในระดับภูมิภาค
    รายละเอียด :
    กลุ่มเอกธนกิจ ธุรกิจการเงินขนาดใหญ่ซึ่งเติบโตมาจากการขยายตัวของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา ประสบปัญหาและถูกทางการเข้าควบคุมกิจการบริษัทไทยที่ลงทุนในต่างประเทศประสบปัญหา Bumble Bee กิจการผลิตปลาทูน่ารายใหญ่ของสหรัฐอเมริกาซึ่งบริษัทยูนิคอร์ดซื้อกิจการและบริหาร ล้มละลายและต้องขายกิจการ เช่นเดียวกับกรณีโรงแรมดุสิตธานีที่ซื้อโรงแรมระดับโลก Kempinski ในที่สุดต้องขายกิจการออกไปในปีต่อมา รัฐบาลประกาศเปลี่ยนระบบแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นระบบลอยตัว ทำให้เงินบาทตกต่ำอย่างรุนแรง ตามด้วยการปิดกิจการสถาบันการเงินและธนาคาร ธุรกิจทั่วไปประสบปัญหาอย่างหนัก นับเป็นครั้งแรกที่ปัญหาเศรษฐกิจส่งผลกระทบไปในระดับภูมิภาค นับเป็นวิกฤตการณ์ที่รุนแรงที่สุดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย  
    ป้ายคำค้น :
    2540 , วิกฤตเศรษฐกิจไทย , กระทบ , ภูมิภาค
  • ชื่อ
    พ.ศ. 2540 ความร่วมมือรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจภูมิภาคในนาม ASEAN+3
    รายละเอียด :
    อาเซียน+3 เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็น 3 ประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก

    อาเซียน+3 เกิดขึ้นเมื่อปี 2540 ในช่วงที่เกิดวิกฤติการณ์ทางการเงินในภูมิภาค โดยในเดือนธันวาคม 2540 ผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียนและผู้นำของทั้ง 3 ประเทศได้หารือเรื่องความร่วมมือในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภูมิภาคและลู่ทางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกในศตวรรษที่ 21

    ปีต่อมาผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน และผู้นำจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หารือกันอีกครั้งที่ประเทศเวียดนาม นับจากนั้นเป็นต้นมา การประชุมสุดยอดอาเซียน+3 (Asean+3 Summit) ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดียวกับการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit)

    กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 เป็นรูปธรรมมากขึ้น หลังการออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือเอเชียตะวันออก (Joint Statement on East Asia Cooperation) และการจัดตั้ง East Asian Vision Group (EAVG) ในปี 2542

    ต่อมาผู้นำของประเทศสมาชิกได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือเอเชียตะวันออกฉบับที่ 2 (Second Joint Statement on East Asia Cooperation: Building on the Foundations of ASEAN Plus Three Cooperation) พร้อมกับเห็นชอบให้มีการจัดทำแผนดำเนินงานเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน (ASEAN+3 Cooperation Work Plan (2007 – 2017)) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในระยะยาว และผลักดันให้เกิดชุมชนอาเซียน (ASEAN Community) ภายในปี 2015 (พ.ศ.2558)

    โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงิน ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้านสังคม วัฒนธรรมและการพัฒนา และด้านการส่งเสริมกรอบการดำเนินงานในด้านต่างๆ และกลไกต่างๆ ในการติดตามผล

    อาเซียน +3 ประกอบด้วยสมาชิก 13 ชาติ คือ 10 ชาติสมาชิกอาเซียน รวมกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มีประชากรรวมทั้งสิ้นกว่า 2,000 ล้านคน หรือเกือบหนึ่งในสามของประชากรโลก

    แต่หากรวมผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เข้าด้วยกัน จะมีมูลค่าถึง 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณร้อยละ 16 ของจีดีพีโลก ขณะที่ยอดเงินสำรองต่างประเทศรวมกันสูงถึง 3.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของเงินสำรองต่างประเทศของโลก

    ตัวเลขทางเศรษฐกิจเหล่านี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าอาเซียน+3 มีบทบาทเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต
     
    ป้ายคำค้น :
    2540 , ASEAN , ASEAN3