2548
ชื่อ
พ.ศ. 2548 บังคับใช้พิธีสารเกียวโต ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งส่งผลต่อภาวะโลกร้อน
รายละเอียด :
บังคับใช้พิธีสารเกียวโต ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งส่งผลต่อภาวะโลกร้อน
ในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 1 (COP-1) ในปี 2538 ที่ประชุมเห็นสมควรเร่งรัดการอนุวัติตามพันธกรณีของประเทศในภาคผนวกที่ 1 ให้บรรลุตามเป้าหมายสูงสุดของอนุสัญญาฯ จึงมีมติให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ (Ad Hoc Group on the Berlin Mandate:AGBM) ร่างข้อตกลงขึ้นใหม่เพื่อให้มีการบังคับ ให้อนุวัตตามพันธกรณี
ประเทศในภาคผนวก 1 คือ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา รัสเซีย ญี่ปุ่นเป็นต้น
คณะทำงานได้ทำการยกร่างข้อตกลงดังกล่าวเป็นเวลา 2 ปีครึ่งและได้มีการนำเสนอในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีสมัยที่ 3 (COP-3) ในปี 2540 และประเทศภาคีมีมติรับรองพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งเป็นกลไกในการทำให้อนุสัญญาดังกล่าวมีผลในทางปฏิบัติในการประชุมครั้งนั้น โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548
พิธีสารเกียวโตมีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน หลังการให้สัตยาบันของรัสเซีย ซึ่งปล่อยก๊าซในสัดส่วนร้อยละ 17 ของโลก ทำให้ครบเงื่อนไขที่ว่าพิธีสารมีผลบังคับใช้ต่อเมื่อมีประเทศร่วมให้สัตยาบันไม่น้อยกว่า 55 ประเทศ รวมทั้งต้องมีประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมารวมแล้วอย่างน้อยร้อยละ 55 ของปริมาณที่มีอยู่ในขณะนั้น
พิธีสารเกียวโตมีกลไก 3 ประการที่ช่วยให้ประเทศพัฒนาแล้วบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้แก่ การดำเนินการร่วมกัน (Joint Implementation หรือ JI) การค้าขายแลกเปลี่ยนก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading หรือ ET) และกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism หรือ CDM )
กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม (ตามภาคผนวก 1) ต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์ ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ ก๊าซในกลุ่มไฮโดรฟลูโอโรคาร์บอน (HFCs) และเปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) ในปี 2553 ลงร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบกับปี 2533
ประเทศไทยลงนามรับรองพิธีสารเกียวโต เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 และได้ให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2545 ในฐานะภาคีสมาชิกในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจึงไม่มีพันธกรณีใดๆ ภายใต้พิธีสารเกียวโต ยกเว้นมาตรา 10 ซึ่งกำหนดให้ทุกภาคีร่วมรับผิดชอบดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามขีดความสามารถและสถานการณ์ของแต่ละประเทศด้วยความสมัครใจ และมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด แต่ไม่มีพันธกรณีที่จะต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในช่วงพันธกรณีแรก ระหว่างปี 2551-2555 เหมือนกับประเทศในภาคผนวกที่ 1
ประเทศในภาคผนวก 1 ส่วนใหญ่ให้สัตยาบันแล้ว แต่ยังคงมีประเทศที่ลงนามในสัญญาแต่ยังไม่ให้สัตยาบัน คือ สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ทำให้กังวลกันว่าการดำเนินการจะไม่ได้ผลเนื่องจากประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดอย่างสหรัฐฯ ยังไม่มีทีท่าว่าสภาคองเกรสให้สัตยาบัน โดยให้เหตุผลว่ากระทบต่ออุตสาหกรรมของประเทศ
ป้ายคำค้น :
2548 , พิธีสารเกียวโต
ชื่อ
พ.ศ. 2548 กระทรวงอุตสาหกรรมทำแผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม
รายละเอียด :
กระทรวงอุตสาหกรรมทำแผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม ระยะ 4 ปี ตั้งเป้าลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศและขยายการส่งออกให้มากขึ้น
กระทรวงอุตสาหกรรมแถลงข่าวในเดือนเมษายนถึงการวาง 5 ยุทธศาสตร์หลักเพื่อเร่งลดการขาดดุลการค้าที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย
1.เน้นส่งเสริมการผลิตสินค้าทุน สินค้าวัตถุดิบ และสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่ผลิตได้เอง เช่น ปั๊มน้ำ เครื่องจักรกลการเกษตร หม้อแปลงไฟฟ้า ชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ ผลิตภัณฑ์เหล็กต้นน้ำ เป็นต้น
2.ประสานงานร่วมกับภาคเอกชน จัดหาแหล่งวัตถุดิบที่เหมาะสมในการผลิต
3.สร้างศักยภาพการแข่งขันของสินค้าอุตสาหกรรมในตลาดต่างประเทศ
4.เชื่อมโยงการผลิตอย่างครบวงจรในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ หรือลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจ (Industrial Cluster)
5.ส่งเสริมการผลิตและการใช้พลังงานทดแทน
ในเดือนสิงหาคม กระทรวงอุตสาหกรรมทำแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม (แผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม) ระยะ 4 ปี ตั้งแต่ 2548-2551 เพื่อลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ และขยายการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมให้มากขึ้น โดยอุตสาหกรรมที่เข้าสู่แผนมี 8 กลุ่ม คือ ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เหล็กและเครื่องจักรกลการเกษตร ปิโตรเคมีและพลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
ป้ายคำค้น :
2548 , กระทรวงอุตสาหกรรม , แผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม
ชื่อ
พ.ศ. 2548 เพิ่มบทบาทธุรกิจหลักในภูมิภาคอาเซียน
รายละเอียด :
เพิ่มบทบาทธุรกิจหลักในภูมิภาคอาเซียน
จากการที่โครงสร้างทางการเงินของเอสซีจีแข็งแกร่งขึ้นมาก จึงมีแนวทางชัดเจนที่จะเพิ่มบทบาทธุรกิจหลักในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเจริญเติบโตอีกมาก ทั้งนี้ เอสซีจีขยายการลงทุนหลายโครงการด้วยกัน เช่น
· ตั้งโรงงานผลิตปูนซิเมนต์ที่กัมพูชา มูลค่า 3,200 ล้านบาท กำลังผลิตปีละ 850,000 ตัน เริ่มผลิตได้ในปี 2551
· ตั้งโรงงานผลิตกระเบื้องหลังคาคอนกรีตที่เวียดนาม มูลค่า 160 ล้านบาท
· ลงทุนเพิ่มในธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อผลิตพีวีซี ที่อินโดนีเซีย มูลค่าการลงทุน 300 ล้านบาท
· ร่วมลงทุนตั้งโรงงานผลิตเคมีภัณฑ์ มูลค่าการลงทุนในส่วนของเครือประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งรวมสัดส่วนการลงทุนทางอ้อมผ่านบริษัทปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ใน Mehr Petrochemical Company ที่อิหร่าน เพื่อผลิตเม็ดพลาสติคชนิดความหนาแน่นสูง (HDPE) กำลังการผลิตปีละ 300,000 ตัน เป็นโครงการลงทุนแรกในตะวันออกกลาง ตามกลยุทธ์แสวงหาแหล่งวัตถุดิบต้นทุนต่ำและมั่นคงเพื่อใช้ในการผลิต
· ขยายการลงทุนในประเทศ ตั้งโรงงานโอเลฟินส์แห่งที่ 2 มูลค่า 44,000 ล้านบาท โดยเครือซิเมนต์ไทยถือหุ้นร้อยละ 67
· ร่วมลงทุนโครงการ Downstream กับ Dow Chemical 16,000 ล้านบาท โดยเน้นการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มผลตอบแทน และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
· ธุรกิจจัดจำหน่าย โดยบริษัทค้าสากลซิเมนต์ไทย จำกัด ดำเนินนโยบายแสวงหาแหล่งผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมสร้างฐานลูกค้าและเพิ่มความมั่นใจให้กับคู่ค้า โดยเน้นการทำธุรกิจแบบ Off-Shore Trade คือ การค้าระหว่างสำนักงานต่อสำนักงานมากขึ้น เป็นการต่อยอดธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ บริษัทได้เปิดสำนักงานในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสวงหาแหล่งวัตถุดิบและสินค้าที่มีคุณภาพ และเป็นการขยายตลาดใหม่ที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้น เช่น จีน อินเดียและตะวันออกกลาง เป็นต้น
ป้ายคำค้น :
ASEAN , 2548 , เพิ่มบทบาทธุรกิจหลัก
ชื่อ
พ.ศ. 2548 มุ่งมั่นสู่การวิจัยและพัฒนา (R&D)
รายละเอียด :
มุ่งมั่นสู่การวิจัยและพัฒนา ( R&D)
ในปี 2547 เอสซีจีมียอดขายสูงถึง 2 แสนล้านบาท แต่ตั้งงบสำหรับการวิจัยและพัฒนาไว้เพียง 100 ล้านบาท ปี 2548 จึงได้ปรับเพิ่มงบดังกล่าวขึ้นเป็น 170 ล้านบาท
เอสซีจีมุ่งมั่นวิจัยพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ ในทุกธุรกิจ เช่น
ธุรกิจซิเมนต์
ทำการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ตอบสนองความต้องการของลูกค้า อาทิ คอนกรีตที่มีคุณสมบัติไหลลื่นสูง สำหรับงานเสาเข็มเจาะพิเศษ (CPAC Superior Bored Pile Concrete) คอนกรีตสำหรับพื้นอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเล ที่ทนต่อซัลเฟตและคลอไรด์จากน้ำทะเล อิฐทนไฟคุณสมบัติพิเศษที่ป้องกันไม่ให้ความร้อนหลุดรอดไปจากเตาเผา ใช้ชื่อทางการค้าว่า Andura 75
ธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง
พัฒนากระเบื้องเซรามิกรุ่นพิมาย ที่มีลักษณะเหมือนหินธรรมชาติรายแรกของโลกและเริ่มจำหน่ายสินค้าตั้งแต่ต้นปี มีการปรับปรุงการผลิตไม้สังเคราะห์สำเร็จรูปสำหรับใช้ก่อสร้างและตกแต่งฝาผนังบ้าน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการวัสดุทดแทนไม้ที่เพิ่มขึ้น มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นปีละ 5 ล้านตารางเมตร เริ่มจำหน่ายสินค้าในไตรมาสที่ 4 รวมถึงการผลิตและจำหน่ายก๊อกน้ำพอร์ซเลนแบบอัตโนมัติ ที่ทำจากเนื้อเซรามิกแท้ได้เป็นรายแรกของโลก
รวมถึงระบบหลังคาซีแพคโมเนียที่ช่วยเพิ่มความเย็นสบายให้กับบ้านที่ได้รับการยกย่องให้เป็นนวัตกรรมเด่นด้านเศรษฐกิจ จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และผลงานออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ได้รับรางวัล Innovation Award จาก Asian Flexographic Technical Association
ธุรกิจกระดาษ
ได้พัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ Mira Board กระดาษกล่องหลังเทาเคลือบ Metalized PET ทำให้ผิวเรียบเป็นพิเศษ มีความเงาวาวและสามารถกันน้ำได้ดีขึ้น แผ่นรองรับสินค้าเพื่อการขนส่ง (Paper Pallet) และแผ่นกระดาษรองรับสินค้า (Slip Sheet) ที่ออกแบบมาให้แข็งแรงเป็นพิเศษรองรับการขนสินค้าทดแทนกระบะไม้ และกระดาษลูกฟูก 7 ชั้น (Triple Wall) สำหรับผลิตกล่องลูกฟูกเพื่อสินค้าน้ำหนักมาก
ธุรกิจเคมีภัณฑ์
มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มหลายชนิด อาทิ เม็ดพลาสติกคุณสมบัติพิเศษ สำหรับผลิตท่อขนาดใหญ่พิเศษทนแรงดันสูง เม็ดพลาสติกสำหรับผลิตถังขนาดใหญ่กว่า 10,000 ลิตร และเม็ดพลาสติกสำหรับผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีความเงามันเลียนแบบโลหะ และชิ้นงานที่ซับซ้อนสำหรับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์และเฟอร์นิเจอร์
ป้ายคำค้น :
2548 , RD , วิจัยและพัฒนา